ภายหลังการถอดบทเรียนครั้งใหญ่หลังออกแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2569 โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โครงสร้างองค์กรที่ลีนขึ้นและทำกำไรสุทธิปี 2568 ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ แต่อุตสาหกรรมการบินขณะนี้กลับกำลังเผชิญพายุลูกใหม่ “วิกฤติพลังงาน” ที่ขาดแคลนและราคาสูงขึ้นมากสะเทือนต้นทุนสายการบินทั่วโลก
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงทิศทางต้นทุนราคาน้ำมัน และกลยุทธ์การปรับตัวขององค์กรเพื่อฝ่าวิกฤติพลังงาน โดยระบุว่า แม้ความท้าทายต้นทุนราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet A-1) สูงขึ้น แต่ความต้องการการเดินทาง “ดีมานด์” ยังคงอยู่ แตกต่างไปจากยุคโรคโควิด-19 ที่รายได้ธุรกิจการบินเป็นศูนย์
“วันนี้ยังมีรายได้เข้าทั้งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าคาร์โก้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือบริหารจัดการตัวเองให้รอดในวันที่ต้นทุนแพง ใครสายป่านยาวกว่า ใครบริหารต้นทุนได้คล่องตัวกว่า คนนั้นคือผู้ชนะ”
บทเรียนจากการไม่มีกระแสเงินสด
สำหรับความแตกต่างระหว่างวิกฤติโควิด-19 และวิกฤติราคาพลังงาน ประเมินว่ารอบนี้ต่างไปสิ้นเชิง เพราะโควิดเป็นวิกฤติโลก บวกวิกฤติของการบินไทยที่ต้องเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการ วันนั้นการบินไทยเจ็บหนัก แต่วิกฤติรอบนี้เป็นปัจจัยภายนอกทั้งหมด และการบินไทยแข็งแกร่งขึ้นมากจากการปรับโครงสร้างต้นทุนและองค์กร
ขณะเดียวกันการบินไทยเคยมีบทเรียนแล้วว่าถ้าไม่มีเงินสดจะกระทบการทำงานต้องหยุดนิ่ง โดยเฉพาะช่วงที่การบินไทยเพิ่งออกจากแผนฟื้นฟูกิจการทำให้สถาบันการเงินยังไม่ปล่อยสินเชื่อ เพราะต้องดูผลประกอบการก่อน
ดังนั้นช่วงนี้การบินไทยจึงต้องพึ่งพาตัวเอง 100% ทำให้ในปลายปีที่ผ่านมา การบินไทยสะสมเงินสดในมือกว่า 1.2 แสนล้านบาท และปัจจุบันยังเพิ่มกระแสเงินสดมากขึ้น เพื่อรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจคาดเดาได้
รับมือต้นทุนน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น
นายชาย กล่าวว่า เชื้อเพลิงเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจการบิน โดยปกติคิดเป็น 30% ของต้นทุนแต่ละเที่ยวบิน ขณะที่ปัจจุบันดีดขึ้นไปแตะระดับ 40% จากวิกฤติราคาพลังงานที่มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
พบว่าวิกฤติครั้งนี้ในช่วงพีคสุดทำให้ราคาน้ำมันตลาดจรที่สิงคโปร์เคยพุ่งถึง 240 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปกติอยู่ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และท่ามกลางวิกฤติพลังงานครั้งนี้ ราคาน้ำมันตลาดจรอยู่ระดับ 180 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับว่าสูงกว่าเดิมถึง “เท่าตัว”
ขณะที่ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน การบินไทยไม่กังวลปริมาณน้ำมัน เพราะไทยยังมีสต็อกเฉพาะน้ำมันเครื่องบินกว่า 100 วัน อีกทั้งการบินไทยกระจายความเสี่ยงด้วยการซื้อน้ำมันจาก 5 บริษัทใหญ่ในประเทศ และรวมกว่า 30 บริษัททั่วโลก ซึ่งครอบคลุมในจุดบินของการบินไทย ทำให้ขณะนี้ปัญหาหลักไม่ใช่การไม่มีน้ำมัน แต่เป็นราคาผันผวนที่ต้องบริหารความเสี่ยงมากขึ้น
สำหรับการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) ปัจจุบันการบินไทยเลือกใช้กลยุทธ์ระมัดระวังรอบด้าน โดยทำ Hedging ล่วงหน้าแล้ว 50% จนถึงกลางปีนี้ และจะดำเนินการอีก 30% ในครึ่งปีหลัง โดยสถานการณ์ราคาน้ำมันยังผันผวนและสูงกว่าปกติทำให้การบินไทยยังไม่ทำ Hedging เพิ่ม เพราะหากสถานการณ์คลี่คลายและราคาปรับตัวลงจะส่งผลให้การบินไทยแบกต้นทุนสูงทันที
ดังนั้นสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นอย่างมากที่ต้องประเมินสถานการณ์เฝ้าดูจังหวะที่เหมาะสมที่สุดก่อนเข้าไปทำ Hedging
รวมทั้งเพื่อให้สอดรับสภาวะต้นทุนน้ำมันสูง และราคาน้ำมันแต่ละสถานีไม่เท่ากันจึงบริหารจัดการด้วยเทคนิคเติมน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าที่จำเป็นสำหรับเที่ยวบิน หรือ Tankering โดยเติมน้ำมันจากสถานีที่ราคาถูกไปใช้ในสถานีที่ราคาแพง โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะใกล้และกลาง เช่น ญี่ปุ่น
หั่นรายจ่ายพร้อมปรับเที่ยวบิน
อีกทั้งปรับโมเดลธุรกิจโดยลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น เช่น การซ่อมแซมตึก หรืออุปกรณ์ลานจอดที่ยังใช้งานได้ดี แต่เดินหน้าลงทุนระบบการขายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เช่นเดียวกับโครงการลงทุนศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ยังเดินหน้าก่อสร้างบริเวณเดิมที่สนามบินอู่ตะเภา เพราะ MRO คือโอกาสของประเทศ และคือทางรอดของการบินไทยในการลดต้นทุนการซ่อมบำรุงระยะยาว
นายชาย กล่าวว่า การบินไทยประเมิน Base Case มองไว้ 6 เดือน วางแผนรับผลกระทบราคาน้ำมันสูงขึ้น และผลต่อความต้องการเดินทาง เพราะตอนนี้ไม่ใช่แค่เพิ่มต้นทุนแต่เริ่มกระทบความต้องการเดินทาง และถ้าวิกฤติไม่ผ่อนคลายจะกระทบปริมาณผู้โดยสาร
ขณะนี้การบินไทยวางแผนรับมือด้วยการบริหารจุดบินและขีดความสามารถด้านเส้นทางบินที่เลือกใช้กลยุทธ์ความคล่องตัว โดยมอนิเตอร์ยอดจองตั๋วแบบรายเดือนพบยอดจองการเดินทางล่วงหน้า (Booking) เริ่มชะลอตัวทำให้ลดความถี่บางเส้นทางที่มีผู้โดยสารน้อย โดยเฉพาะในเอเชีย
“มีการควบรวมเที่ยวบิน เช่น จากวันละ 3 ไฟลท์ เหลือ 2 ไฟลท์ เพื่อลดใช้น้ำมันและเพิ่มอัตราการบรรทุกผู้โดยสารให้สูงขึ้น โดยเริ่มลด 46 เที่ยวบิน ในเดือน พ.ค.นี้ ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบจำนวนเที่ยวบินที่ทำการบินวันละกว่า 200 เที่ยวบิน เดือนหนึ่งกว่า 6,000 เที่ยวบิน และการบินไทยยืนยันไม่ได้ทิ้งผู้โดยสาร มีการแจ้งปรับไปเที่ยวบินอื่นทดแทน”
ขณะที่ราคาตั๋วเครื่องบิน ยอมรับว่าขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ให้สะท้อนต้นทุนแต่อยู่ภายใต้กฎหมาย โดยอัตราค่าธรรมเนียมน้ำมันใหม่จะมีผลสำหรับการออกบัตรโดยสาร (Issue Ticket) ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2569
มั่นใจรายได้ปี 2569 ได้ตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ แม้มีปัจจัยลบจากวิกฤติราคาน้ำมันและดีมานด์การเดินเริ่มชะลอตัว แต่การบินไทยมั่นใจรายได้ปี 2569 เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้กว่า 2 แสนล้านบาท เนื่องจากราคาค่าโดยสารต่อหน่วยเพิ่มขึ้น แต่ต้องประเมินสถานการณ์และปรับแผนเสมอ โดยต้องปรับตัวให้เร็วทันทุกสถานการณ์ เพราะแม้รายได้อาจไม่ลด แต่เมื่อต้นทุนสูงขึ้นจะทำให้ส่วนต่างกำไร (Margin) บางลง
“หัวใจสำคัญคือการยอมรับความจริงว่ามีปัญหา สื่อสารกับพนักงานด้วยข้อเท็จจริง และที่สำคัญที่สุดคือ Agility เพราะในโลกธุรกิจวันนี้ถ้าปรับตัวไม่เร็ว ก็เป็นไดโนเสาร์รอวันสูญพันธุ์ คุณต้องเป็นแมลงสาบให้ได้ เพราะแมลงสาบอยู่มาตลอดเป็นร้อยเป็นพันปี ดังนั้นต้องยอมรับปัญหาแล้วหาวิธีแก้เร็วที่สุด จึงเชื่อว่ารอบนี้การบินไทยจะฟันฝ่าไปได้เพราะมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว และตอนนี้ยังไม่รุนแรงเท่าโควิด”


