วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เช็กแหล่งเงิน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’  รัฐตุน 5 แสนล้าน คิกออฟโครงการ มิ.ย.นี้

เช็กแหล่งเงิน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’  รัฐตุน 5 แสนล้าน คิกออฟโครงการ มิ.ย.นี้

วิกฤตราคาพลังงานพุ่งสูงจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการประเมินว่าวิกฤตนี้จะยังคงอยู่ต่อไปในระยะเวลายาวนาน 

โดยรัฐบาลมีแนวทางการออกแพคเกจมาตรการในการช่วยเหลือ เยียวยาผลกระทบ บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ภายใต้ชื่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยจะเริ่มโครงการในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ 

สำหรับเรื่องแหล่งเงินที่จะใช้ในโครงการ และใช้รองรับสถานการณ์วิกฤต รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมในเรื่องการบริหารงบประมาณให้เพียงพอรับสถานการณ์มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ทั้งการออกคำสั่งจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยได้มอบนโยบายการจัดทำงบประมาณปี 2570 ว่าให้ตัดลดงบประมาณที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนลง ขณะเดียวกันยังเตรียมการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณให้นำงบประมาณคงเหลือที่เบิกจ่ายไม่ทันมารวมเป็นงบกลางฯปี 2569 และล่าสุดกระทรวงการคลังเตรียมเสนอการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยเตรียมจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า 

"กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวมแหล่งเงินที่จะสามารถนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาล โดยสามารถรวมวงเงินได้ประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลสามารถใช้จ่ายได้ภายในวันที่ 30 ก.ย.2569 ก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณ และเข้าสู่งบประมาณใหม่ ดังนี้ 


1.งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2569 วงเงินคงเหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท


นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยช่วงกลางเดือน เม.ย.ว่างบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนปีนี้เหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท สามารถนำมาทำโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ก่อนบางส่วน โดยขณะนี้รอสรุปกลุ่มจำนวนเป้าหมาย และลักษณะโครงการจากกระทรวงการคลัง แต่มั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการได้ 


อย่างไรก็ตามหากดูจากขนาดของกลุ่มเป้าหมาย และเม็ดเงินที่จะใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส นั้นต้องมีการใช้งบประมาณมากกว่า 1.2 แสนล้านบาท เนื่องจากมีทั้งส่วนการร่วมจ่ายระหว่างรัฐบาลและประชาชน ที่รัฐบาลจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%

ขณะเดียวกันยังมีรายจ่ายที่จะเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมอีกคนละ 1,000 บาทที่ต้องใช้งบประมาณอีกจำนวนมาก โดยหากคิดจากฐานผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน ก็ต้องมีเงินที่เติมเข้าบัตรคนจนอีก 13,400 ล้านบาท ยกเว้นมีการลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่จำนวนผู้ได้รับสิทธิ์จะน้อยลง

นอกจากนี้งบกลางฯในส่วนนี้ยังมีความต้องการของบประมาณจากหน่วยงานต่างๆที่จะเสนอของบกลางฯมายังนายกรัฐมนตรี และผ่านการพิจารณาของ ครม.ในแต่ละสัปดาห์ งบกลางฯในส่วนนี้คงไม่สามารถใช้รองรับโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้มากนัก 

2. การออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ในรูปแบบนี้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง คาดว่าจะสามารถโอนเม็ดเงินงบประมาณกลับมาเป็นงบกลางฯได้มากถึง 1 แสนล้านบาท โดยกำหนดขีดเส้นตายการผูกพัน และเบิกจ่ายงบประมาณ จนถึงวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ตัวเลขการโอนงบประมาณที่กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณให้ความเห็นนั้นยังมีความแตกต่างกันอยู่มากพอสมควร

โดยข้อมูลจากทางสำนักงบประมาณคาดว่าการทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณในครั้งนี้จะได้เงินกลับมาทั้งสิ้นประมาณ 5 – 7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากวิกฤตในครั้งนี้ไม่เหมือนกับช่วงที่เกิดโควิด-19 ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักทั้งหมด ทำให้ตัดโอนงบประมาณได้กว่า 8.4 หมื่นล้านบาท แต่ในครั้งนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังสามารถดำเนินได้ แล้วมีการไปตัดงบประมาณจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักมากขึ้น ดังนั้นตัวเลขที่สำนักงบประมาณคาดการณ์ไว้ว่าจะโอนงบประมาณได้ 5-7 หมื่นล้านบาทจึงมีความเป็นไปได้มากในส่วนนี้ 


3.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมหน่วยงานเศรษฐกิจ ทั้งกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ และ ธปท. รวมทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหารือเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ... วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้าน โดยเรื่องนี้จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 5 พ.ค.นี้

ก่อนที่จะรายงานต่อรัฐสภาตามขั้นตอน ทั้งนี้วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ยังไม่ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ เป็นกรอบการกู้เงินที่รัฐบาลจะกำหนดไว้ว่าจะใช้เงินไม่เกินกรอบนี้ แต่การใช้เงินจะใช้จริงตามโครงการที่มีการเสนอและมีการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการที่จะมีการตั้งขึ้นมา 


โดยกรอบการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินก้อนใหญ่พอที่จะบริหารโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีจำนวนโครงการย่อยหลายโครงการ และมีบางโครงการที่ใช้เม็ดเงินต่อเนื่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และดูแลประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้