“สุริยะ” นำทีมถกงบปี 70 ดัน 5 นโยบายเกษตรนวัตกรรม เน้นใช้ AI เพิ่มผลผลิต-ลดต้นทุน พร้อมบริหารจัดการน้ำยั่งยืน และตั้งอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกร
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า ภาคเกษตรไทยกําลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้านจากปัจจัยภายนอก ทั้งต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อให้หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่รุมเร้าในปัจจุบัน
ดังนั้น การจัดสรรงบประมาณ พ.ศ. 2570 จึงจำเป็นต้อง “แม่นยํา ตรงเป้า และเกิดผลจริงกับเกษตรกรและภาคการเกษตรของไทย” โดยในปีงบประมาณ 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งขับเคลื่อน 5 นโยบายหลัก ที่มุ่งไปสู่ เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย คือ
1) ยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ภาคเกษตรไทยต้องปรับเปลี่ยนจากเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรนวัตกรรม ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มีความแม่นยำและลดต้นทุนให้กับเกษตรกร
3) พัฒนาศักยภาพเกษตรกร โดยการต้องยกระดับทั้ง Reskill และ Upskill ให้กับเกษตรกร ไม่เพียงแต่ผลิตได้ แต่จะต้องขายให้เป็นด้วย ต้องส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรจากรุ่นสู่รุ่น และยกระดับให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร รวมถึงส่งเสริมการรวมกลุ่มให้เข้มแข็งเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองให้กับกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และสถาบันเกษตรกรด้วย
4) ขับเคลื่อนตลาดนําการผลิตอย่างจริงจัง ด้วยการผลักดันความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ครบวงจร : กระทรวงเกษตรฯ ทำหน้าที่วางแผนการผลิต และผลักดันทูตเกษตรให้เจรจาหาตลาดใหม่ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ จะเป็นพลังสำคัญในการแสวงหาประเทศคู่ค้าและความต้องการตลาดสินค้าเกษตรใหม่ ๆ ได้ ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร จะเป็นหน่วยที่กำกับดูแลและสามารถ ดูดซับการนำสินค้าเกษตรไปเป็นวัตถุดิบป้อน เข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมเกษตรได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การทำงานต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
และ 5) บริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน น้ำเป็นเรื่องสำคัญ งบประมาณกว่าร้อยละ 60 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานเป็นหลัก รวมถึงการเตรียมการเพื่อรับมือกับภัยแล้ง และอุทกภัยที่ทวีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นมาก จำเป็นต้องใช้ข้อมูลและการบริหารจัดการที่แม่นยำ เมื่อมีน้ำเพื่อการเกษตรที่เพียงพอแล้ว การกระจายน้ำไปสู่แปลงของเกษตรกรอย่างทั่วถึง ถือเป็นสิ่งสำคัญที่กรมชลประทาน ต้องดำเนินการร่วมกับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย
นอกจากนี้ อีกหนึ่งในนโยบายที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นในปี 2570 คือ ภาคเกษตรจำเป็นต้องมี “อาสาสมัครเกษตรและสหกรณ์ระดับหมู่บ้าน” ด้วยรากฐานของประเทศที่เป็นประเทศเกษตรกรรม การดูแลภาคการเกษตรเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอาสาสมัครเกษตรและสหกรณ์ฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเกษตรในระดับหมู่บ้านที่จะขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เข้มแข็งและแม่นยํายิ่งขึ้น โดยจะต้องเชื่อมโยง สื่อสาร แจ้งเตือนภัย และประสานการปฏิบัติงานทั้งในเชิงข้อมูล การเฝ้าระวัง และการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อสนับสนุนการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งจะเป็นเครือข่ายเกษตรที่สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด และทันต่อสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี
“งบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอขอ ถือเป็นการลงทุนที่สร้างความมั่นคงให้กับภาคการเกษตรของประเทศในระยะยาว เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ลดความเสี่ยง และสามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการเกษตรของประเทศได้อย่างแท้จริง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมที่จะทำงานร่วมกับสำนักงบประมาณอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด มุ่งไปสู่เป้าหมาย เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรและประเทศไทยเป็นสำคัญ”


