วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘ศุลกากร’ ยกระดับใช้ AI ตรวจจับ ‘นอมินี’ ชี้นโยบายบูรณาการชัด หนุนยกระดับสู่สากล

‘ศุลกากร’ ยกระดับใช้ AI ตรวจจับ ‘นอมินี’  ชี้นโยบายบูรณาการชัด หนุนยกระดับสู่สากล

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยระหว่างร่วมงานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ภายใต้แนวคิด “ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี” ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ากรมศุลการกรได้สนับสนุนแนวทางการยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจของประเทศไทย โดยในส่วนของกรมฯได้เดินหน้าเรื่องนี้อย่างจริงจังโดยเน้นการนำเทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลมาใช้ตรวจสอบเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคัดกรองความเสี่ยงของนิติบุคคลที่เข้ามาสวมสิทธิ์ทำผิดกฎหมาย

ปัจจุบันกรมศุลกากรได้เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของบริษัทที่เข้ามาทำธุรกรรมนำเข้า-ส่งออก ซึ่งในอดีตมักพบปัญหาการใช้นอมินี (Nominee) หรือการนำชื่อผู้เสียชีวิตมาแอบอ้างเป็นกรรมการบริษัท รวมถึงการใช้บริษัทที่ปิดกิจการไปแล้วมาสวมรอยทำธุรกรรม

แต่ด้วยการเปลี่ยนจากระบบเอกสารมาเป็นการลิงก์ข้อมูลและอัปเดตแบบเรียลไทม์ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบตัวตนและสถานะบริษัทได้ทันที ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรฐาน KYC (Know Your Customer) ในการทำธุรกรรมภาครัฐเพื่อป้องกันการฉ้อโกง

“ปัจจุบันมีบริษัทจำนวนมากเป็นหลักหมื่นหลักแสนบริษัท การจะใช้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้วยกระดาษแบบเดิมนั้นไม่ทันการณ์ กรมฯ จึงนำ AI เข้ามาช่วยในการจัดทำโปรไฟล์ความเสี่ยง (Risk Profile) ของกรรมการบริษัท” นายพันธ์ทอง กล่าว

 โดยระบบจะสามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงได้ว่า กรรมการคนดังกล่าวเคยมีประวัติถูกจับกุมหรือกระทำผิดกฎหมายมาก่อนหรือไม่ แม้จะไปเปิดบริษัทใหม่ระบบก็จะแจ้งเตือนทันที เพื่อลดช่องว่างในการหมุนเวียนคนทำผิดกลับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจด้วย

อธิบดีกรมศุลกากรยังกล่าวด้วยว่าปัจจุบันจากนโยบายการบูรณาการการทำงานข้ามหน่วยงานราชการตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยต้องการให้หน่วยงานภาครัฐทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและเลิกการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) แต่ต้องทำงานแบบบูรณาการซึ่งนโยบายนี้เห็นผลชัดเจนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้กรมศุลกากรสามารถขยายผลการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายจากเดิมที่ตรวจสอบเฉพาะ ณ ท่าเรือ ไปสู่การเข้าตรวจค้นโกดังเก็บสินค้า ผ่านการประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ตำรวจ, DSI, กรมการค้าต่างประเทศ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งการยกระดับการทำงานนี้ยังสอดคล้องกับหลักการสากลตามาตรฐานและข้อตกลงของ

“การดำเนินการทั้งหมดนี้ เป็นการมุ่งเน้นที่การบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement) อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและข้อตกลงขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ประเทศไทยได้มีการปรับแก้กฎหมายรองรับไว้แล้ว โดยหัวใจสำคัญคือการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น” นายพันธ์ทอง กล่าว