วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2569

Login
Login

ผนึกจุดแข็ง 'SCGC-GC' ผ่าทางรอดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย

ผนึกจุดแข็ง 'SCGC-GC' ผ่าทางรอดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยกำลังเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” เมื่อสองแกนหลักอย่าง SCG และ PTTGC เดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ในการ “ผนึกธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์” สร้างฐานการผลิตระดับ 6 ล้านตันต่อปี หวังยกระดับขีดความสามารถแข่งขันท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภาวะโอเวอร์ซัพพลายโลก ต้นทุนพลังงานพุ่ง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ในการแถลงข่าวผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 และทิศทางกลยุทธ์ธุรกิจ นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี (SCG) เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย

ผนึกจุดแข็ง 'SCGC-GC' ผ่าทางรอดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย

ดีล “รวมพลัง” ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม

การลงนาม MOU ระหว่างสองยักษ์ใหญ่ครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้าง “Economy of Scale” ผ่านการผนึกกำลังจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายในห่วงโซ่อุปทานฝั่งต้นน้ำ (Upstream) โดย GC แข็งแกร่งด้านวัตถุดิบและฟีดสต็อก ส่วนฝั่งปลายน้ำ (Downstream) โดย SCGC เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (HVA)

เบื้องต้น การศึกษาจะครอบคลุมสินทรัพย์ในไทย โดยเฉพาะกลุ่มโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ เช่น PE (Polyethylene) และ PP (Polypropylene) หากดีลเกิดขึ้นจริง จะดันกำลังผลิตพอลิโอเลฟินส์รวมแตะ 6 ล้านตัน/ปี จากเดิมเฉลี่ยรายละ 3 ล้านตัน ขณะที่กำลังการผลิตโรงแครกเกอร์ต้นน้ำจะพุ่งเกิน 7 ล้านตัน/ปี

ปัจจุบันรวมกันจะส่งผลให้ตลาด PP จะมีส่วนแบ่งราว 25% และ PE อาจสูงกว่า 60% อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปิโตรเคมี “ไม่ใช่การผูกขาด” เนื่องจากราคาอ้างอิงตลาดโลก และไทยยังนำเข้าสินค้าราว 30% สร้างแรงแข่งขันต่อเนื่อง

ผนึกจุดแข็ง 'SCGC-GC' ผ่าทางรอดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย

5 เดือน ใช้ “Clean Team” กันข้อมูลรั่ว

ดีลนี้ยังอยู่ในขั้น Feasibility Study และประเมินมูลค่าสินทรัพย์ ใช้เวลาราว 5 เดือน (รู้ผลปลาย ก.ย.) หรือปลายไตรมาส 3/2569 โดยจุดสำคัญคือการใช้ “Clean Team” เป็นตัวกลางวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อป้องกันการเปิดเผยความลับทางการค้า ซึ่งสะท้อนความซับซ้อนของดีล หากผลออกมา “คุ้มค่า” จะเข้าสู่ขั้นตอน ขออนุมัติหน่วยงานกำกับ ออกแบบโครงสร้าง JV และคาดใช้เวลาอีก12-15 เดือนจึงเห็นความชัดเจน

"ดีล SCG GC ไม่ใช่แค่การร่วมทุนทั่วไป แต่เป็นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยให้รับมือโลกใหม่ที่มี 3 แรงกดดันหลัก ทั้งโอเวอร์ซัพพลายโลก โดยเฉพาะจากจีน-ตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ดังนั้น การสร้างกำลังการผลิตขนาดใหญ่จะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย เพิ่มอำนาจต่อรอง Optimize supply chain"

รับศึก “ตะวันออกกลาง” กดต้นทุน-ซัพพลายเชน

สำหรับปัจจัยเร่งให้เกิดดีลนี้ เกิดจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีมานานแล้ว และเมื่อเกิดสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี อาทิ เส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็น choke point สำคัญของโลก โดย SCG พึ่งพาวัตถุดิบผ่านเส้นทางนี้ 50–60% ส่งผลต่อความตึงเครียดดันต้นทุน ค่าขนส่ง (Freight)และพลังงานสูงขึ้น

สำหรับกลยุทธ์รับมือของ SCG ได้แก่ กระจายแหล่งวัตถุดิบ (Non-Hormuz sourcing) บริหารสต็อกแบบเรียลไทม์ ให้ความสำคัญลูกค้ายุทธศาสตร์ในประเทศ ดังนั้น ความเสี่ยงซัพพลายเชนจึงกลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงระยะสั้น

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งเงินเฟ้อ สงคราม และเศรษฐกิจชะลอ SCG จึงปรับสู่โหมด “บริหารรายวัน (War Room) ประชุมทุกวัน คุมต้นทุน-สต็อก เน้นรักษากระแสเงินสด (Cash is King)
ปรับพอร์ต ปิดธุรกิจไม่ทำกำไร ทำให้ในไตรมาส 1 มีรายได้ 1.2 แสนล้านบาท (ทรงตัว) EBITDA ฟื้นตัวเด่น กำไร 2 พันล้านบาท เงินสดเพิ่มเป็น 6.7 หมื่นล้านบาท

"อีกแกนสำคัญคือการลดความเสี่ยงด้านพลังงาน ใช้เชื้อเพลิงทดแทน 30–55% เร่งใช้ EV ในโลจิสติกส์ ผลักดันสินค้าคาร์บอนต่ำ"

ผนึกจุดแข็ง 'SCGC-GC' ผ่าทางรอดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย

ฝากโจทย์รัฐ หนุน “Transformative Investment”

อย่างไรก็ตาม SCG เสนอให้ภาครัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น พลังงานโซลาร์ เปิด Third Party Access ระบบไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนระยะยาว และยกระดับความสามารถแข่งขันประเทศ

นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ดีลผนึก SCGC–GC คือหมากเชิงรุกของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ในจังหวะที่โลกกำลังปั่นป่วนจากสงครามและเศรษฐกิจชะลอ หากสำเร็จ จะสร้าง “ซูเปอร์เพลเยอร์” ระดับภูมิภาค ที่มีทั้งขนาด (Scale) และความยืดหยุ่น (Resilience) เพียงพอจะยืนระยะในเกมอุตสาหกรรมโลกยุคใหม่