“สรรเพชญ” สั่ง กทท.สางปมสัญญาท่าเรือแหลมฉบัง 3 กรณีความหนาแน่นของงานถมทะเลยังไม่เป็นไปตามสัญญาร่วมทุนกำหนด ขีดเส้นต้องได้ข้อสรุปและแนวทางออกภายใน 60 วัน เผย GPC ยื่นหนังสือเรียกร้องชดเชยความเสียหาย และขยายสัญญาเพิ่ม 2 ปี ตีมูลค่ารวมกว่า 4 พันล้านบาท มั่นใจยังเปิดให้บริการตามกำหนดปี 2574
นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยระบุว่า ตนได้กำชับให้ กทท.มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี พร้อมบูรณาการเชื่อมโยงโลจิสติกส์ สู่เป้าหมายผลักดันการเป็นท่าเรือสีเขียวที่เติบโตเคียงคู่ชุมชน โดยเน้นย้ำว่าทุกการดำเนินงานต้องโปร่งใสและถูกต้อง
สำหรับปัญหาของสัญญาร่วมลงทุนโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้กับเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (GPC) ซึ่งเดิมครบกำหนดการส่งมอบในเดือน พ.ย.2568 แต่การส่งมอบติดปัญหาตีความเรื่องการถมทะเลที่แตกต่างกัน ระหว่างเงื่อนไขการจ้างถมทะเลของ กทท.กับเงื่อนไขการประมูลพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ของ GPC
อย่างไรก็ดี ทราบว่าขณะนี้ทาง GPC ได้ยื่นหนังสือมายัง กทท. เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้ชดเชยความเสียหายจากการเสียโอกาสในการดำเนินโครงการตามสัญญา โดยเรียกร้องความเสียหายออกเป็น 2 ประเด็น รวมมูลค่าราว 4 พันล้านบาท ประกอบด้วย
1.ค่าชดเชยผลตอบแทนลดลงจากการประเมินมูลค่าปัจจุบันสุทธิ หรือ Net Present Value (NPV) จากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า
2. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานล่าช้า
สำหรับ GPC เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นสัดส่วน 40% ร่วมกับบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (กลุ่ม ปตท.) ถือหุ้นสัดส่วน 30% และ บริษัท เชค โอเวอร์ซี อินฟราสตรัคเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้นสัดส่วน 30%
ทั้งนี้ ปัจจุบัน กทท.ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจาร่วมกับ GPC รวมทั้งกระทรวงฯ ได้เตรียมจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาผลกระทบและแนวทางออกของปัญหานี้ โดยจะมีตัวแทนจากทางกระทรวงคมนาคม กทท. ที่ปรึกษาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 รวมไปถึงวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เพื่อเข้ามาร่วมพิจารณาแนวทางออกประเด็นการตรวจวัดความหนาแน่นของงานถมทะเล
“เรื่องนี้ผมได้สั่งการไปแล้วว่าต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด ต้องเรียกประชุมและหารือหาทางออกให้เร็วที่สุด หรืออย่างน้อยไม่เกิน 60 วันนี้ เพื่อนำเรื่องเสนอไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาและรับนโยบายอีกครั้ง โดยย้ำว่าต้องทำให้เร็วเพื่อไม่ให้กระทบกับการเปิดบริการท่าเรือแหลมฉบัง F1 ภายในปี 2574”
นายสรรเพชญ กล่าวด้วยว่า ทางกลุ่ม GPC ได้ยื่นข้อเสนอจากปัญหาการส่งมอบพื้นที่ล่าช้านี้ทั้งในเรื่องของการประเมินตัวเงินชดเชย และการขอขยายสัญญาในการก่อสร้างโครงการไปอีก 2 ปี จากสัญญาเดิมกำหนดระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี โดยแบ่งเป็น 2 ปีในการก่อสร้าง และอีก 33 ปีในการบริหารสัญญา ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดนั้นจะต้องมีการเจรจาความเหมาะสมอีกครั้ง โดยตนมั่นใจว่าจะสามารถเจรจากับ GPC ได้ทางออกที่ดี และไม่กระทบต่อการเปิดให้บริการ รวมไปถึงไม่ไปสู่กรณีการฟ้องร้องทางกฎหมาย
ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า ปัจจุบันสัญญาร่วมลงทุนท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เลยกำหนดส่งมอบพื้นที่มาแล้วกว่า 6 เดือน จากเดิม กทท.ต้องส่งมอบพื้นที่ในเดือน พ.ย.2568 ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการเจรจาขยายกำหนดส่งมอบพื้นที่มาเป็นภายในเดือน มิ.ย. 2569 เนื่องจากมีเหตุของการส่งมอบพื้นที่ไม่สามารถดำเนินการได้
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา กทท.ได้เจรจากับ GPC มาอย่างต่อเนื่อง และเบื้องต้นมีแนวทางออกที่เหมาะสม อาทิ การตอกเสาเข็มเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความหนาแน่นของงานถมทะเล โดยประเมินว่าจะใช้วงเงินในการดำเนินงานส่วนนี้ราว 2 พันล้านบาท
ขณะเดียวกันกระทรวงฯ จะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาปัญหาและทางออกในเรื่องนี้ ซึ่งมีตัวแทนจาก วสท.เข้าร่วมพิจารณาด้วย จึงคาดว่าจะมีแนวทางออกในการแก้ปัญหาเพิ่มขึ้นจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ และอาจปรับลดวงเงินดำเนินงานได้เหลือประมาณ 1 พันล้านบาท
ส่วนกรณีความเสียหายและการรับผิดชอบเงินลงทุนที่ต้องปรับเพิ่มขึ้นจากการตอกเสาเข็ม หรือใช้เทคโนโลยีเพิ่มความหนาแน่นของงานถมทะเลนั้น จะต้องเป็นไปตามการพิจารณาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่กระทรวงคมนาคมจะจัดตั้งขึ้น รวมทั้งต้องหารือร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย คือ กทท. GPC และที่ปรึกษาโครงการ
ทั้งนี้ กทท.ยังประเมินกรอบการเปิดให้บริการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ภายในปี 2574 โดยหากสามารถแก้ปัญหาและส่งมอบพื้นที่ภายในปีนี้ ทางกลุ่ม GPC ก็จะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ทันที และมีเวลา 4 ปีในการก่อสร้างงานอาคารและติดตั้งอุปกรณ์ดำเนินงานตามสัญญาร่วมลงทุน โดยงานถมทะเล ผู้รับจ้างกิจการร่วมค้า CNNC ดำเนินการถมทะเล F1 แล้วเสร็จ ส่วนงานถมทะเล F2 จะส่งมอบพื้นที่ให้ กทท. ประมาณกลางปี 2569
รายงานข่าวจาก กทท. กล่าวว่า ปัญหาของการตีความความหนาแน่นของงานถมทะเล เกิดจากการตรวจสอบพบปัญหาทางเทคนิค ตีความระหว่าง 2 สัญญา คือ สัญญาที่ กทท.จ้างกิจการร่วมค้า CNNC ถมทะเล ระบุไว้ในสัญญาว่าการถมทะเลจะต้องอัดแน่น และเรื่องการทรุดตัวในระยะเวลา 30 ปี ต้องไม่เกิน 20 เซนติเมตรขณะที่สัญญาร่วมลงทุนระหว่าง กทท.กับ GPC กำหนดความหนาแน่นของวัสดุ อาทิ ทราย ต้องอัดแน่น และแข็งแรง มีค่าความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 75%
ทั้งนี้ ทาง GPC จึงระบุว่าการดำเนินงานของสัญญาถมทะเลระหว่าง กทท.จ้างกิจการร่วมค้า CNNC นั้น ใช้มาตรวัดไม่ตรงกับสัญญาที่มีกับ GPC จึงมีข้อกังวลเรื่องมาตรฐานของความหนาแน่น จึงไม่สามารถรับงานส่งมอบพื้นที่ได้ เพราะมีค่าความสัมพันธ์ต่างกัน และทาง GPC ต้องการให้ใช้ข้อกำหนดความหนาแน่นในสัญญาของ GPC ที่ระบุค่าความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 75%


