วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ไอแบงก​์ จ่อระดมทุน 5,000 ล้าน ออกตราสาร ‘ศุกูก’ ครั้งแรกในไทย

ไอแบงก​์ จ่อระดมทุน 5,000 ล้าน ออกตราสาร ‘ศุกูก’ ครั้งแรกในไทย

ไอแบงก์ เตรียมระดมทุนออกตราสารหนี้ตามหลักอิสลาม "ศุกูก" (Sukuk) ครั้งแรกในไทย วงเงิน 5 พันล้านบาท โชว์กำไร Q1 พุ่ง ลุยโอนหนี้กด NPF ต่ำ 10% รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เปิดเผยว่าเตรียมออกตราสารทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลาม หรือ "ศุกูก" (Sukuk) ซึ่งจะเป็นการออกตราสารประเภทนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในปี 2569 หรืออย่างช้าในช่วงต้นปีหน้า วงเงินประเมินไว้ที่ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การออกศุกูกมีเป้าหมายเพื่อกระจายแหล่งเงินทุนและลดการพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นของธนาคาร โดยช่วงแรกจะเน้นรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อสร้างการรับรู้ในตลาด กลุ่มนักลงทุนเป้าหมายในประเทศ ได้แก่ นักลงทุนสถาบัน ธุรกิจประกันภัย (ตะกาฟุล) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth)

นายทวีลาภ กล่าวต่อว่า ภาพรวมผลประกอบการของธนาคารมีทิศทางขยายตัวเป็นบวกอย่างแข็งแกร่ง โดยล่าสุดในไตรมาส 1 ธนาคารสามารถทำกำไรได้ถึง 238 ล้านบาท เติบโตพุ่งขึ้นถึง 143% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของกำไรสุทธิทั้งปี 2568 ที่ทำได้ 491 ล้านบาท ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการรักษาทิศทางรายได้และควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างรัดกุม

ขณะที่เป้าหมายการขยายตัวทางธุรกิจในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่สุทธิที่ระดับ 8,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้กว่า 6,000 ล้านบาท โดยจะกระจายพอร์ตสินเชื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีและลูกค้ารายย่อยเป็นหลัก

ในมิติของการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ ปัจจุบันธนาคารมีสัดส่วนหนี้ด้อยคุณภาพ (NPF) หรือหนี้เสีย อยู่ที่ระดับ 16% หรือราว 12,000 ล้านบาท ซึ่งกว่าครึ่งเป็นหนี้รายใหญ่ในอดีต ธนาคารมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการเร่งโอนขายหนี้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เช่น บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เพื่อให้เข้ามาเสนอราคาและจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับความเชี่ยวชาญ

ขณะนี้อยู่ระหว่างให้บริษัทที่ปรึกษาทำการศึกษา คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2 และเริ่มกระบวนการโอนหนี้ได้ในไตรมาส 3 โดยธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถโอนขาย NPF ได้มากกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยวางไว้ เพื่อกดสัดส่วน NPF ภายในปีนี้ให้ต่ำกว่า 10% หรือลดมูลค่าหนี้เสียลงมาอยู่ที่ระดับ 9,500 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลบวกโดยตรงต่อผลกำไรในระยะต่อไป

สำหรับเสถียรภาพทางการเงิน อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) มีทิศทางฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในไตรมาส 1 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับติดลบ 2.5% ดีขึ้นจากที่เคยติดลบ 2.8% ในปีก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน ธนาคารมีความพร้อมเต็มที่ในการเข้าสู่มาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS9 โดยได้ดำเนินการทดสอบระบบคู่ขนานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลมาตลอด 2 ปี ปัจจุบันมีการตั้งสำรองไปแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับมูลค่า NPF และถือว่าเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ดี หากธนาคารยังมีกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี ก็มีนโยบายที่จะนำกำไรมาตั้งสำรองส่วนเกินเพิ่มเติม เพื่อสร้างกันชนรองรับความเสี่ยงในอนาคตตามหลักความระมัดระวัง

นายทวีลาภ ยังได้ประเมินถึงความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง แม้ธนาคารจะไม่มีความเสี่ยงทางตรง แต่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบทางอ้อมอย่างใกล้ชิด เช่น ต้นทุนวัตถุดิบที่อาจปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงทิศทางภาคการท่องเที่ยวที่พบว่าเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากตะวันออกกลางที่เดินทางมายังภูเก็ตอาจเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงหลังผ่านพ้นเดือน เม.ย. ธนาคารจึงเน้นนโยบายการติดตามสถานการณ์และบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือประคับประคองลูกค้าให้สามารถยืนหยัดและเติบโตต่อไปได้ท่ามกลางพายุความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก