เว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในประเทศ (สคต.) ณ เมืองชิงต่าว ประเทศจีน รายงานว่า อุตสาหกรรมตีนไก่ในจีนกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากสินค้ามูลค่าต่ำสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High value-added products) โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการยกระดับการบริโภค นวัตกรรมเทคโนโลยี และการปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
จีนเป็นตลาดบริโภคตีนไก่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีปริมาณการบริโภคสูงถึง 33,600 ล้านชิ้นต่อปี คิดเป็น 80 % ของปริมาณการค้าทั่วโลก หรือเฉลี่ย 24 ชิ้นต่อคนต่อปี
โดยโครงสร้างและส่วนแบ่งลาดของอุตสาหกรรมตีนไก่ ประกอบด้วย ตลาดภายในประเทศจีน ในปี 2568 ขนาดตลาดตีนไก่จีนมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านหยวน (235,000 ล้านบาท) โดยมีปริมาณการผลิตตีนไก่แช่แข็งจำนวน 1.864 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณการบริโภคสูงถึง 2.472 ล้านตัน ทำให้มีการพึ่งพาการนำเข้าสูง
ตลาดตีนไก่จีนแบ่งตามพฤติกรรมผู้บริโภค 3 กลุ่ม หลัก คือ 1. ตลาดระดับบน (High-end Market) มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ตีนไก่ไร้กระดูกและสินค้าที่รักษาความสดด้วยอุณหภูมิต่ำ สัดส่วน 29.4 % ของตลาด โดยมีราคาจำหน่ายประมาณ 200 หยวนต่อกิโลกรัม (940 บาท) กลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักเน้นความสะดวกในการับประทานและสุขภาพ
2. ตลาดมวลชน (Mass Market) เน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ตีนไก่พะโล้สำเร็จรูป และอุตสาหกรรมร้านอาหาร มีมูลค่าตลาดประมาณ 30,000 ล้านหยวน (141,000 ล้านบาท)
3. ตลาดนำเข้าและส่งออก โดยประเทศไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับหนึ่งของจีน ส่วนแบ่งตลาดจีน 38.7 % เนื่องจากสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี ขณะที่การส่งออกจีนครองส่วนแบ่งการค้าตีนไก่โลก 45 % โดยส่งออกไปยังอาเซียนเป็นหลัก อาทิ มาเลเซีย เวียดนาม และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ตีนไก่จีนก็ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคภาษีคาร์บอน CBAM ของสหภาพยุโรป และการรับรองฮาลาลในตะวันออกกลาง ประกอบกับต้นทุนในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 ล้านหยวนต่อปี (47 ล้านบาท)
ปัจจุบันอุตสาหกรรมตีนไก่จีนเริ่มนำเทคโนโลยีนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ จากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสู่การผลิตแบบไร้คน และลดต้นทุนในทุกมิติ เช่น เทคโนโลยี AI และ Machine Vision: ใช้ในระบบเลาะกระดูกอัตโนมัติ (480 ชิ้น/ชั่วโมง) และการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่แม่นยำถึง 99.2 %และทำให้ต้นทุนแรงงานลดลงจาก 37.6 % เหลือเพียง 19.2 % นวัตกรรมการถนอมอาหารด้วยการแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลวช่วยลดการสูญเสียน้ำ และการทอดสุญญากาศช่วยลดสารอะคริลาไมด์ได้ 40 % ทำให้ตอบสนองผู้บริโภคสายรักสุขภาพ และมีการบังคับใช้ระบบ Cold Chain อย่างน้อย 65 % ในบริษัทใหญ่ และใช้ Blockchain ติดตามผลิตภัณฑ์มากกว่าร้อยละ 70 ทำให้สามารถติดตามได้ตลอดกระบวนการจากการเลี้ยงไปจนถึงปลายทาง
อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ประกอบมาตรการ CBAM และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นมาตรการใหม่ของการค้าโลก ทำให้อุตสาหกรรมตีนไก่ของจีนเข้าสู่กระบวนการปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับมาตรการเหล่านี้ ทั้งการผลิตสีเขียว โดยใช้ก๊าซชีวภาพผลิตไฟฟ้าเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนลง 31.3 % ตามเป้าหมาย “การลดคาร์บอนสองเท่า (Double Carbon)” ของรัฐบาลจีน
ขณะที่มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ส่งผลให้บริษัทผู้ส่งออกต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพิ่มเติม ซึ่งเพิ่มต้นทุนประมาณ 150 ยูโรต่อตัน รวมถึงการลงทุนเพิ่มเพื่อปรับปรุงบรรจุภัณฑ์เพื่อรองรับกฎระเบียบการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้เพื่อส่งออกไปตะวันออกกลาง นอกจากนี้ในเรื่องของความปลอดภัยทางอาหาร โดยเฉพาะปัญหาสินค้าฟอกขาวหรือแช่สารเคมี ทำให้รัฐบาลมีการกำกับดูแลเข้มงวดขึ้น และมีการบังคับใช้มาตรฐานแห่งชาติ “ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกแช่แข็ง”
อุตสาหกรรมตีนไก่กำลังเข้าสู่ระยะการพัฒนาคุณภาพสูง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการปฏิวัติทางเทคโนโลยี ซึ่งสามารถวิเคราะห์โอกาสและจุดเน้นการแข่งขันในอนาคตได้ ทั้งการขยายฐานตลาดสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง โดยการใช้ประโยชน์จากข้อตกลง RCEP และความร่วมมือกับกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) การติบโตของอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป (Ready-to-Eat)
โดยผลิตภัณฑ์ตีนไก่พะโล้สำเร็จรูปที่เติบโตเฉลี่ย 19.4 % ต่อปีจะมีโอกาสในการขยายตลาด แบบ B2B และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบโซเดียมต่ำ ปราศจากสารเติมแต่ง และการใช้ฉลากคาร์บอนต่ำจะกลายเป็นมาตรฐานหลัก โดยคาดว่าภายในปี 2573 สัดส่วนของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะครองตลาดมากกว่า 45 % เพื่อตอบสนองต่อการยกระดับพฤติกรรมผู้บริโภค
ขณะที่ขีดความสามารถด้าน ESG นั้นบริษัทที่มีมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ จะกลายเป็นผู้นำตลาดที่แท้จริง รวมไปถึงเครือข่ายบริการข้ามพรมแดน การมีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงทั่วโลกจะสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่ขาดแคลนเงินทุนและเทคโนโลยีอาจเผชิญกับภาวะวิกฤตจากการถูกคัดออกจากตลาด
ทั้งนี้ สคต.เมืองชิงต่าว ให้ความเห็นว่าตลาดตีนไก่ในจีนเป็นอีกตลาดที่มีการเติบโตในทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2573 ขนาดตลาดตีนไก่ของจีนจะมีมูลค่าถึง 53,700 ล้านหยวน (252,390 ล้านบาท) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 14.2 – 15.8 % การเติบโตของตลาดตีนไก่จึงถือว่ายังเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานตีนไก่ในตลาดจีน ที่ปัจจุบันไทยยังคงเป็นหนึ่งในคู่ค้าที่จีนนำเข้าตีนไก่มากที่สุด อุตสาหกรรมตีนไก่ของจีนกำลังเปลี่ยนแปลงจากขยายขนาดเป็นปรับปรุงคุณภาพ การปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐาน การสร้างแบรนด์ และสุขภาพคือทิศทางการพัฒนาหลักที่ผู้ประกอบการไทยต้องตระหนักและนำมาปรับและพัฒนาสินค้าและสร้างความไว้วางใจต่อผู้บริโภคด้วยการสร้างแบรนด์เพื่อคว้าความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดจีนระยะยาว


