ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในการแก้ไขปัญหาความยากจนก้าวสู่อีกระดับที่สำคัญ เมื่อหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เดินหน้าสานต่อบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับมหาวิทยาลัยกว่างซี (Guangxi University) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จ โดยมีหมุดหมายสำคัญในการสร้างระบบและกลไกบูรณาการที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม (STI) เข้าไปแก้ไขปัญหาความยากจนรายครัวเรือนอย่างแม่นยำใน 20 จังหวัดที่มีรายได้ต่ำสุดของไทย ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือนยากจนโดยตรง พร้อมทั้งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจฐานรากและวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน
รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจฐานรากและความเข้มแข็งของชุมชน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.กล่าวว่า บทบาทของ บพท. ในฐานะหน่วยงานกลางในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยเชิงพื้นที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสนับสนุนทุนวิจัย แต่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือทวิภาคีเพื่อผลักดันให้เกิด "ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จไทย-จีน" ขึ้นในมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่นำร่อง 7 จังหวัดได้สำเร็จซึ่งจะเป็นกลไกการพัฒนาความร่วมมือในการแก้ปัญหาความยากจน และลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย
โดยล่าสุดระหว่างวันที่ 25-27 เมษายน 2569 คณะผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยกว่างซี นำโดย รศ. Gan Minsi ได้ร่วมกับทีม บพท. ลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 4 มหาวิทยาลัยหลัก ได้แก่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี เพื่อร่วมหารือเชิงยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมในแต่ละพื้นที่ และสร้างความเข้าใจในบริบทความยากจนที่แท้จริง
ทั้งนี้ในการลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี คณะผู้แทนได้เห็นภาพสะท้อนความสำเร็จของโมเดล "แพะแก้จน" ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ ม.อ.ปัตตานี นำมาใช้แก้โจทย์ความยากจนในพื้นที่ที่เผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านสถานการณ์ความไม่สงบและภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนและเกษตรกร
จากข้อมูลพบว่าจังหวัดปัตตานีมีครัวเรือนยากจนกว่าร้อยละ 18.41 ของประชากรทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาวะ "อยู่ยาก" และขาดความมั่นคงทางการเงิน มหาวิทยาลัยไทยจึงก้าวเข้ามาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยใช้นวัตกรรมยกระดับห่วงโซ่คุณค่าแพะอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีการจัดทีมอาสาปศุสัตว์ชุมชน ส่งมอบพ่อพันธุ์แพะให้ยืมใช้เพื่อปรับปรุงพันธุ์ ตลอดจนนำนวัตกรรมเครื่องบดผสมอาหารสัตว์และเทคโนโลยีผลิตปูนขาวจากเปลือกหอยมาช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการใช้นวัตกรรมนี้ช่วยให้ครัวเรือนยากจนที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 2,750-3,500 บาท และมีจำนวนแพะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
นอกจากนี้ คณะนักวิจัยยังสามารถผลักดันประเด็น "การลดความยากจนข้ามรุ่นภายใต้บริบทสังคมพหุวัฒนธรรม" บรรจุลงในแผนพัฒนาจังหวัดปัตตานีได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในระยะต่อไปยังคงมุ่งหวังการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีนเพิ่มเติม อาทิ เทคโนโลยีการผสมเทียมและการย้ายฝากตัวอ่อนเพื่อยกระดับสายพันธุ์แพะ รวมถึงเทคโนโลยีการหมักพืชอาหารสัตว์ด้วยจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง เพื่อให้การแก้ปัญหาความยากจนในประเทศไทยเป็นไปอย่างเบ็ดเสร็จและก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ไปสู่ความยั่งยืนในระดับสากล
- จับมือ ม.กว่างซี ยกระดับอุตสาหกรรมแพะครบวงจรด้วยเทคโนโลยี
ผศ.ดร.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม ม.อ.ปัตตานี ระบุว่า ปัญหาความยากจนในจังหวัดปัตตานีเป็นความท้าทายที่เรื้อรัง ทั้งจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงอาชีพ และผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ มหาวิทยาลัยจึงมุ่งปรับทิศทางการแก้ปัญหาจากการสงเคราะห์ระยะสั้น สู่การ “สร้างโอกาสอย่างยั่งยืน” โดยใช้โมเดลการพัฒนา ห่วงโซ่คุณค่าแพะ (Goat Value Chain) ที่ใช้องค์ความรู้วิจัยและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
- ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ "กว่างซี" เชื่อมเศรษฐกิจจีน
อาจารย์ Zeng, Jun ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์แพะจากมหาวิทยาลัยกว่างซี ประเทศจีน แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพด้านเกษตรกรรมของไทย โดยมองว่าความร่วมมือครั้งนี้คือการเชื่อมโยงภูมิปัญญาระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการนำประสบการณ์จาก "กวางซี" ที่ประสบความสำเร็จในการใช้การเลี้ยงแพะเป็นเครื่องมือขจัดความยากจนในชนบทมาประยุกต์ใช้
5 เทคโนโลยีหลักสู่การปฏิรูปอุตสาหกรรมแพะ
ฝ่ายจีนได้ถ่ายทอดกลยุทธ์สำคัญ 5 ด้าน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแพะอย่างเป็นระบบ ได้แก่:
- พันธุกรรม: การคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด
- เทคโนโลยีชีวภาพ: การใช้ระบบผสมเทียมและการย้ายฝากตัวอ่อนเพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพ
- อาหารสัตว์: การพัฒนาสูตรอาหารจากวัตถุดิบในพื้นที่
- มาตรฐานฟาร์ม: การจัดการฟาร์มที่เป็นระบบและการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ
- ห่วงโซ่อุตสาหกรรม: การเชื่อมโยงการผลิตจากต้นน้ำ สู่กลางน้ำ และปลายน้ำ
-
นวัตกรรมอาหารสัตว์และการแก้ปัญหากลไกตลาด
โดยล่าสุดระหว่างวันที่ 25-27 เมษายน 2569 คณะผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยกว่างซี นำโดย รศ. Gan Minsi ได้ร่วมกับทีม บพท. ลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 4 มหาวิทยาลัยหลัก ได้แก่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี เพื่อร่วมหารือเชิงยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมในแต่ละพื้นที่ และสร้างความเข้าใจในบริบทความยากจนที่แท้จริง
ทั้งนี้ในการลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี คณะผู้แทนได้เห็นภาพสะท้อนความสำเร็จของโมเดล "แพะแก้จน" ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ ม.อ.ปัตตานี นำมาใช้แก้โจทย์ความยากจนในพื้นที่ที่เผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านสถานการณ์ความไม่สงบและภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนและเกษตรกร
จากข้อมูลพบว่าจังหวัดปัตตานีมีครัวเรือนยากจนกว่าร้อยละ 18.41 ของประชากรทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาวะ "อยู่ยาก" และขาดความมั่นคงทางการเงิน มหาวิทยาลัยไทยจึงก้าวเข้ามาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยใช้นวัตกรรมยกระดับห่วงโซ่คุณค่าแพะอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีการจัดทีมอาสาปศุสัตว์ชุมชน ส่งมอบพ่อพันธุ์แพะให้ยืมใช้เพื่อปรับปรุงพันธุ์ ตลอดจนนำนวัตกรรมเครื่องบดผสมอาหารสัตว์และเทคโนโลยีผลิตปูนขาวจากเปลือกหอยมาช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการนำเอาเศษเหลือทางการเกษตร”มาเพิ่มมูลค่า เช่น การใช้ซากดอกมะลิหมักซึ่งมีโปรตีนสูงถึง 20–25% มาเป็นอาหารแพะ ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเร่งอัตราการเจริญเติบโต
นอกจากนี้ ฝ่ายจีนยังได้แบ่งปันแนวทางแก้ปัญหาเลี้ยงได้แต่ขายไม่ได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่เกษตรกรไทยเผชิญอยู่เช่นกัน ผ่านการพัฒนาระบบตลาดเชิงรุกทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรว่าจะมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอนและคุ้มค่ากับการลงทุน


