กระแสการเติบโตของอุตสาหกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) ยังคงขยายตัวต่อเนื่องทั้งในระดับโลกและไทย สะท้อนโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล โดย "อุปกรณ์อัจฉริยะ "เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการประมวลได้อัตโนมัติ และรับรู้บริบทผ่านเซ็นเซอร์ โดยข้อมูลที่รวบรวมได้นำไปใช้เพื่อตัดสินใจหรือให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติและสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายได้
“อุปกรณ์อัจฉริยะ” ครอบคลุมทั้งอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Devices) และเครื่องใช้ภายในบ้านอัจฉริยะ (Home Appliances) กำลังมีบทบาทสำคัญจากความสามารถในการประมวลผลอัตโนมัติ เชื่อมต่อข้อมูลผ่านเซนเซอร์ และตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์
ข้อมูลจากเว็ปไซต์สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า สถานการณ์ตลาดโลกระบุว่า ปี 2565 ตลาด Smart Devices มีมูลค่าราว 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปีในช่วงปี 2565-2573 ขณะที่การค้าระหว่างประเทศในปี 2567 การนำเข้ามีมูลค่า 534,061.31 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.89% และการส่งออกมีมูลค่า 541,172.10 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.94%
ด้านประเทศไทย อุตสาหกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะปี 2568 มีมูลค่าราว 4.08 แสนล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 11.68% ต่อปีในช่วงปี 2560-2568 โดยในปี 2567 ตลาด Smart Home มีมูลค่า 9.50 หมื่นล้านบาท และตลาด Smart Wearables มีมูลค่า 1.14 หมื่นล้านบาท
สำหรับการค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 2568 พบว่า การนำเข้า Smart Wearables มีมูลค่า 658.58 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.33% ขณะที่ Smart Home นำเข้า 4,224.43 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 25.38% ส่วนการส่งออก Smart Wearables อยู่ที่ 516.92 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.38% และ Smart Home ส่งออก 19,169.74 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวสูงถึง 86.49%
ทั้งนี้ ไทยยังมีศักยภาพด้านการส่งออก โดยอยู่ในอันดับ 9 ของโลก ขณะที่ด้านการนำเข้าอยู่ในอันดับ 27 สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตและส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่สำคัญ
ข้อมูลยังระบุอีกว่า ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของตลาดอปุกรณ์อัจริยะ มาจากแนวโน้มการประหยัดพลังงาน การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ 5G สังคมผู้สูงอายุ นโยบายลดคาร์บอน มาตรฐานชิ้นส่วนอุปกรณ์ และการขยายตัวของสังคมเมือง ซึ่งล้วนเร่งความต้องการใช้งาน Smart Devices เพิ่มขึ้น
ในเชิงนโยบาย มีข้อเสนอเพื่อส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะไทย 6 ด้าน ได้แก่ การบูรณาการระบบ (System Integration) การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานมาตรฐาน (Standardized Supply Chain) การสร้างพันธมิตรการค้าเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Trade Partnership) การส่งเสริมอุตสาหกรรมยั่งยืน (Sustainable Industry) การกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ (Stimulate Domestic Demand) และการเสริมสร้างการใช้วัตถุดิบและคอนเทนต์ในประเทศ (Strengthen Local Content)
หากไทยสามารถต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างโอกาสใหม่ให้ภาคการผลิตและการส่งออกของประเทศในระยะยาว


