วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'สิทธิพล' จี้รัฐบาลยืนยันร่างกฎหมายแข่งขันทางการค้าฯ ก่อนเส้นตายสอบมาตรฐาน OECD

'สิทธิพล' จี้รัฐบาลยืนยันร่างกฎหมายแข่งขันทางการค้าฯ ก่อนเส้นตายสอบมาตรฐาน OECD

วันนี้ (30 เมษายน 2569)  ที่รัฐสภา พรรคประชาชน นำโดย นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 แถลงข่าว จี้รัฐบาลให้มีมติยืนยันต่อสภาฯ ให้พิจารณากฎหมายแข่งขันทางการค้าต่อ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการและประชาชน พร้อมย้ำหากปล่อยร่างกฎหมายตกไป จะดับฝันรัฐบาลในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571

สส.สิทธิพล ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาในสภาฯ ชุดที่ 26 โดยทุกพรรคการเมืองเห็นชอบในหลักการให้ปรับปรุงแก้ไขในวาระ 1  และผ่านการพิจารณาจากกรรมาธิการของทุกพรรค ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีส่วนได้เสีย จนได้ร่างใหม่ที่สมบูรณ์ 

ซึ่งการแก้ไขกฎหมายนี้มีความสำคัญ 3 ประการคือ

1.)ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการและประชาชน คุ้มครองตลาดให้มีการแข่งขัน แก้ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ที่ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยเดือดร้อนจากปัญหาการผูกขาด การปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งต้องบอกว่าหนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากกฎหมายฉบับนี้

2.)อุดช่องโหว่ทางกฎหมายและยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้ กรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พยายามแก้ไขปัญหาใน 2 มิติ คือ เนื้อหาของกฎหมายเดิมที่เขียนไว้ไม่ครอบคลุม กำกวม
ต้องตีความ ขณะที่ในส่วนการบังคับใช้ก็หย่อนประสิทธิภาพ ดูได้จากตัวอย่าง เช่น  ระดับการผูกขาดของธุรกิจในไทยที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง หรือภายใต้ระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่กฎหมายฉบับปัจจุบันบังคับใช้ มีการเอาผิดหรือลงโทษผู้ประกอบการที่กระทำพฤติกรรมเเข่งขันไม่เป็นธรรมได้น้อยมาก

3.)ช่วยให้ไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิก OECD การปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้เป็นกุญแจสำคัญของไทยในเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่ง OECD ระบุว่ามาตรฐานด้านนี้ของไทยยังมีความบกพร่อง ต้องปรับปรุง ซึ่งร่างกฎหมายฉบับกรรมาธิการวิสามัญสภาชุดที่แล้ว ได้รวบรวมและแก้ไขข้อกังวลเกือบทั้งหมดของ OECD

สิทธิพล ย้ำว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ยกร่างโดยความร่วมมือจากทุกพรรคการเมืองรวมถึงกรรมาธิการสัดส่วนพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยที่ปัจจบุันเป็นรัฐบาล การยืนยันร่างกฎหมายนี้กลับมาพิจารณาจึงเป็นการสานต่อเจตนารมณ์เดิมของทุกพรรคการเมือง

ด้าน สส.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชี้ให้เห็นจุดเด่นของร่างฉบับกรรมาธิการที่มุ่งปิดช่องโหว่ที่ทุนใหญ่ใช้หลบเลี่ยงกฎหมาย

1. การปฏิรูปนิยามทางธุรกิจเพื่อปิดช่องโหว่การเอาเปรียบ ร่างกฎหมายนี้ขยายขอบเขตการกำกับดูแลให้ครอบคลุมธุรกิจสมัยใหม่ เช่น Holding Company, กองทุนรวม และ Venture Capital ที่มักถูกใช้เป็นกลไกครอบงำตลาด พร้อมยกเลิกข้อยกเว้นสำหรับรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการแข่งกับเอกชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันอย่างเสมอภาค

2. การยกระดับเกณฑ์การควบรวมกิจการเพื่อคุ้มครองรายย่อย มีการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการควบรวมเพื่อป้องกันการกระจุกตัวของตลาด โดยให้อำนาจ กขค. กำกับดูแลได้ชัดเจนในทุกอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดมาตรการเยียวยาที่เป็นรูปธรรมสำหรับรายย่อย เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดข้ามธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อทางเลือกของผู้บริโภคและ SMEs

3. การปฏิรูปองค์ประกอบคณะกรรมการสู่ความเป็นมืออาชีพ เสนอปรับคุณสมบัติกรรมการ กขค. ให้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการแข่งขันจริง ๆ แทนการใช้ตัวแทนจากภาคราชการเพียงอย่างเดียว โดยกระบวนการสรรหาต้องมีความโปร่งใสและยึดโยงกับประชาชนผ่านสภา เพื่อให้เป็นหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นอิสระและมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล

ขณะที่ รัชนก ศรีนอก และ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนและผู้ประกอบการจากกฎหมายที่หละหลวม เช่น ผลกระทบจากกรณีการควบรวมค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ที่ทำให้ทางเลือกของผู้บริโภคลดลง โปรโมชั่นดีๆ หายไป ค่าใช้จ่ายของประชาชนที่สูงขึ้น

หรือ ปัญหาจากแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ต่างชาติ ที่ใช้อำนาจเหนือตลาด ขึ้นค่าธรรมเนียม (GP) อย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ 1-2% จนวันนี้เกือบ 30% ผู้ประกอบการไทยวันนี้ค้าขายแทบไม่มีกำไร ซึ่งสุดท้ายภาระเหล่านี้ก็ตกกับพี่น้องประชาชนด้วย

สุดท้าย นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ฝากสื่อสารไปยังรัฐบาลว่า หากรัฐบาลไม่มีมติยืนยันร่างกฎหมายนี้ต่อสภาฯ ภายในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ ความมุ่งหวังของนายกรัฐมนตรีที่จะนำประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 จะไม่มีทางเป็นจริงได้