กรมการค้าภายใน จัด โครงการ " Back To School 2026 เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า"ลดสูงสุด 86% ช่วยลดค่าครองชีพกว่า 300 ล้านบาท เตรียมผนึก ศธ. จัดลดค่าครองชีพในโรงเรียน 1,000 แห่งทั่วประเทศ ด้าน"น้อมจิตต์"ผู้ผลิตชุดนักเรียน รับต้นทุนขึ้น 5-10 % แต่ตรึงราคาขายเท่าเดิม
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดภายหลังเปิดโครงการ "เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า Back To School 2026 " ว่า ช่วงใกล้เปิดภาคเรียนเป็นช่วงที่ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น จากค่าเครื่องแบบนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียน อาหาร และค่าครองชีพในภาพรวมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าขนส่ง กระทรวงพาณิชย์ โดยโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน “Back To School 2026” (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศ
โดยในปีนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรวม 49 ราย ประกอบด้วย ผู้ผลิต 20 ราย ผู้จำหน่าย 17 ราย ผู้ให้บริการ 10 ราย และแพลตฟอร์มออนไลน์ 2 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการจำเป็นด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ อาทิ หมวดเครื่องแต่งกาย เช่น เครื่องแบบนักเรียน รองเท้า ถุงเท้า หมวดอุปกรณ์การเรียน เช่น เครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะและเก้าอี้นักเรียน หมวดสินค้าเฉพาะทาง เช่น แว่นตาสายตา และอุปกรณ์กีฬา จำหน่ายผ่านทางห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ ที่เข้าร่วมโครงการ
ขณะเดียว สามารถเลือกซื้อสินค้าผ่าน ระบบ E-Catalog ในระบบออนไลน์ โดยผู้ปกครองและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าและราคาส่วนลดผ่านระบบ E-Catalog โดยการสแกน QR Code เพื่อตรวจสอบรายการสินค้าและสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที
"กิจกรรมลดราคาเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.– 31 พ.ค. 2569 รวมระยะเวลา 32 วัน พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 86% คาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท"นายวิทยากร กล่าว
นอกจากนี้ทางกรมฯ ได้จับมือกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยทางกรมฯจะนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในโรงเรียนประมาณ 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยจะเน้นโรงเรียนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือนักเรียนขาดแคลนสินค้า ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้ว
นายอานนท์ จิตรมีศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้อมจิตต์ แมนนูแฟกเจอริ่ง จำกัด กล่าวว่า น้อมจิตต์ ยังคงตรึงราคาชุดนักเรียนตลอดปีการศึกษา 2569 จนถึงเปิดเทอม 1 และเปิดเทอม 2 แม้ปัจจุบันต้นทุนการผลิตเริ่มปรับเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 5-10% จากผลกระทบด้านราคาพลังงาน น้ำมัน และค่าขนส่ง
โดยเฉพาะวัตถุดิบสำคัญ เช่น ผ้าโพลีเอสเตอร์ พลาสติก กระดุม และด้าย ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับต้นทุนจากน้ำมัน แต่บริษัทจะยังคงใช้ราคาจำหน่ายเดิม เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในปีนี้ยังเป็นสต็อกเดิมจากปี 2568 ที่ผลิตไว้ก่อนต้นทุนสงครามและราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
ปัจจุบันบริษัทผลิตสินค้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยสินค้าที่จำหน่ายในช่วงเปิดเทอมปีนี้เกือบทั้งหมดเป็นสต็อกเดิม ขณะที่ สินค้าล็อตใหม่ที่ได้รับผลกระทบต้นทุนสูงขึ้นจะถูกผลิตเพื่อจำหน่ายในปีหน้า หรือประมาณเดือนพฤษภาคม 2570 ทำให้ในระยะสั้นยังสามารถแบกรับภาระต้นทุนไว้ได้ แม้ค่าขนส่งจะได้รับผลกระทบแล้วทันที แต่บริษัทมองว่ายังสามารถรับภาระได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับราคาขายทันที
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 4-5 เดือนข้างหน้า บริษัทจะประเมินต้นทุนเฉลี่ยอีกครั้ง หากต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่มากอาจยังคงตรึงราคาได้ต่อ แต่หากต้นทุนพุ่งสูงอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจพิจารณาปรับราคาเฉพาะส่วนที่จำเป็น
ด้านกำลังซื้อของผู้ปกครองในปี 2569 มองว่า ยังคง “ทรงตัว” จากปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ฐานกำลังซื้ออยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่ซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็น เด็กที่เปลี่ยนระดับชั้นใหม่จะซื้อเฉลี่ยประมาณ 2-4 ชุดต่อคน ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโรงเรียน ขณะที่ลูกค้าเก่าหลายรายเลือกซื้อเพียง 1 ชุด หรือบางส่วนเลือกแก้ไซส์ ขยายเอว หรือซ่อมแซมแทนการซื้อใหม่เพื่อลดค่าใช้จ่าย
โดยราคาชุดนักเรียนของน้อมจิตต์ในปัจจุบันเริ่มต้นที่ประมาณ 200 บาทต้นๆ ต่อชุด และอาจสูงถึง 300-400 บาทปลายๆ ตามขนาดและประเภทสินค้า
ส่วนภาพรวมการแข่งขันในตลาดชุดนักเรียน มองว่า ยังคงแข่งขันสูงต่อเนื่อง ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้หลากหลายระดับราคา ทั้งจากแบรนด์หลัก แบรนด์รอง และช่องทางจำหน่ายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น
ขณะเดียวกัน แม้บางโรงเรียนมีแนวโน้มอนุญาตให้ใส่ชุดลำลอง หรือ ชุดไปรเวทมากขึ้นในบางวัน แต่ภาพรวมยังไม่กระทบตลาดอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพราะผู้ปกครองและโรงเรียนส่วนใหญ่ยังเห็นว่าชุดนักเรียนช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ดูแลระเบียบวินัย และเอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนได้ดีกว่า


