วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม 2569

Login
Login

WHA เตือนสงครามยืดดันต้นทุนสะเทือนลงทุน ชู Cash is King ล็อกการเงิน-คุมหนี้ประเทศ

WHA เตือนสงครามยืดดันต้นทุนสะเทือนลงทุน ชู Cash is King ล็อกการเงิน-คุมหนี้ประเทศ

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับเป็นความขัดแย้งทางทหาร กำลังกลายเป็น “ตัวแปรเสี่ยงใหม่” ของเศรษฐกิจโลกและการลงทุนภาคเอกชน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวนและคาดการณ์ได้ยาก หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีแนวโน้มกดดันราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ให้ปรับตัวสูงขึ้น

กระทบห่วงโซ่อุปทานและความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องชะลอการตัดสินใจลงทุน ปรับแผนบริหารสภาพคล่อง และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการเร่งขยายตัวในระยะสั้น

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ประเมินภาพรวมผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกว่า ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องวางแผนรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะทิศทางต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่มีแนวโน้มผันผวนรุนแรง

ทั้งนี้ หากสถานการณ์สงครามสามารถยุติได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หรือภายในไตรมาส 2 ของปี 2569 ผลกระทบต่อภาคธุรกิจจะยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากโครงการลงทุนส่วนใหญ่ได้มีการทำสัญญาจัดซื้อวัสดุและล็อกต้นทุนไว้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้ต้นทุนก่อสร้างและวัตถุดิบยังไม่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 ปี จะส่งผลกระทบในวงกว้างและรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบ (Raw Material) ซึ่งจะกลายเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ที่กระทบต่อการเดินหน้าโครงการลงทุนของภาคเอกชน และอาจทำให้หลายโครงการต้องทบทวนแผนหรือชะลอการก่อสร้างออกไป

เร่ง “กอดเงินสด” ล็อกต้นทุนก่อนดอกเบี้ยพุ่ง

ในเชิงกลยุทธ์ WHA ได้ปรับแผนรับมืออย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง โดยยึดแนวคิด “Cash is King” เป็นแกนหลักในการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ผ่านการสั่งการให้ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของทุกกลุ่มธุรกิจเพิ่มสภาพคล่อง และสำรองเงินสดในระดับสูง เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

พร้อมกันนี้ บริษัทได้เร่งแผนการออกหุ้นกู้ (Bond) จากเดิมที่วางไว้ช่วงปลายปี มาเป็นการดำเนินการตั้งแต่ต้นปี เพื่อ “ล็อกต้นทุนทางการเงิน” ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นในระยะถัดไป

“เราเร่งปิดดีลบอนด์ให้เร็วขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพและเงินเฟ้อ ตอนนี้ถือว่าเตรียมความพร้อมไว้แล้ว หากดีมานด์ชะลอ เราก็สามารถเลื่อนโครงการออกไปเพื่อรักษาเงินสด แต่ถ้ามีโอกาสในตลาด ก็อาจเข้าซื้อสินทรัพย์หรือวัสดุในราคาที่เหมาะสมได้” นางสาวจรีพร กล่าว

กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มที่ภาคเอกชนขนาดใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับ “สภาพคล่อง” และ “ความยืดหยุ่นทางการเงิน” มากกว่าการเร่งขยายการลงทุนในช่วงที่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในระดับสูง

เตือนหนี้สาธารณะเสี่ยงกดเรดติ้งประเทศ

นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว นางสาวจรีพร ยังแสดงความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของไทย โดยเฉพาะประเด็นการขยายเพดานหนี้สาธารณะของภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Rating)

แม้ประเทศไทยยังอยู่ในระดับ Investment Grade แต่หากถูกปรับลดอันดับ (Downgrade) จะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของทั้งภาครัฐและเอกชนปรับตัวสูงขึ้นทันที โดยเฉพาะต้นทุนการกู้ยืมในตลาดทุนและตลาดเงิน ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุนและการขยายธุรกิจในระยะยาว

“หากเรดติ้งประเทศถูกปรับลด แม้ยังอยู่ใน Investment Grade แต่ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นทันที ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันดูแลวินัยการเงิน รัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับภาวะของแพงที่อาจยืดเยื้อ” นางสาวจรีพร กล่าว

แนะ SME เร่งคุยแบงก์ ปรับโครงสร้างหนี้

สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากที่สุด นางสาวจรีพรในฐานะกรรมการของกลุ่ม SCBX แนะนำให้ผู้ประกอบการเร่งเข้าเจรจากับสถาบันการเงินโดยตรง เพื่อหาแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระ

ท่ามกลางแนวโน้มที่ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาระหว่างลูกหนี้และธนาคารจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสภาพคล่องของธุรกิจ

“ธนาคารไม่ทิ้งลูกค้าแน่นอน แต่ผู้ประกอบการต้องเข้าไปคุย บอกปัญหาให้ชัด ว่าจ่ายได้แค่ไหน ขออย่างเดียวคืออย่าเบี้ยวหนี้ เพราะถ้าเบี้ยวแล้ว ธนาคารจะช่วยได้ยากขึ้น” นางสาวจรีพร กล่าว

เอกชนชี้จุดเปลี่ยน ‘บริหารความเสี่ยง’ มากกว่าขยายตัว

ทั้งนี้ มุมมองของ WHA สะท้อนภาพรวมการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยในยุคที่ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และต้นทุนพลังงานที่ผันผวน ซึ่งกำลังเปลี่ยน “สมการการเติบโต” จากการเร่งลงทุน ไปสู่การบริหารความเสี่ยงและรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

ในระยะต่อไป ทิศทางเศรษฐกิจไทยและการลงทุนภาคเอกชนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือกับปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับนโยบายภาครัฐที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก