TFPA โชว์ส่งออกปี 68 ทะลุ 2.2 แสนล้านบาท คิดเป็น 14.5% ของอาหารไทย เร่งยกระดับนวัตกรรมและ ESG เสริมแกร่งอุตสาหกรรมรับความท้าทาย ผลกระทบจากสงคราม หวังการเติบโตอย่างยั่งยืน
ดร.องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA) เปิดเผยภายหลังการประชุม สามัญประจำปี 2569 ขึ้นในวันพุธที่ 29 เมษายน 2569 ว่า ไทยยังคงมีศักยภาพสูงในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตอาหารสำคัญของโลก ทั้งด้านวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และประสบการณ์ด้านการส่งออก แต่จากบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งยกระดับจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรม มูลค่าเพิ่ม และความยั่งยืน
“วันนี้โลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ความน่าเชื่อถือ คุณภาพ ความยืดหยุ่นของ Supply Chain และความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ไทยต้องเปลี่ยนจากผู้ผลิตที่ดี ไปสู่ผู้ผลิตที่โลกเลือก”
สมาคมฯ มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตอาหารและอาหารสำเร็จรูป โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือสมาชิก เป็นสื่อกลางในการสื่อสารและประสานความร่วมมือระหว่างสมาชิกและหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนเป็นตัวแทนเพื่อสะท้อนปัญหาและอุปสรรคของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือจากสมาชิก 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มผู้ผลิตเครื่องปรุงและอาหารพร้อมรับประทาน 2. กลุ่มผู้ผลิตปลาทูน่าและอาหารทะเล 3. กลุ่มผู้ผลิตผักผลไม้ 4. กลุ่มผู้ผลิตข้าวโพดหวาน 5. กลุ่มผู้ผลิตสับปะรด
โดยในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมกัน 221,189 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 2.91 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14.5% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่ารวม 1,520,542.58 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารไทย แม้อยู่ภายใต้แรงกดดันรอบด้าน และเป็นบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนรายได้เข้าสู่ประเทศ
ดร.องอาจ กล่าวว่า ถึงแม้อุตสาหกรรมอาหารไทยจะมีจุดแข็งและเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการยังคงต้องเผชิญกับ ปัญหาและอุปสรรค หลายประการ โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้น้ำมันแพง การขนส่งขึ้นราคา รวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ ซึ่งผลกะทบนี้จะรุนแรงเป็นระรอก ในระยะต่อไปคือ ราคาปุ๋ย จะแพง เมื่อเกษตรกรไม่มีเงินลงทุน ผลผลิตต่อไปก็ไม่มีคุณภาพ จะเป็นปัญหาต่อโรงงานอุตสาหกรรมต่อไป ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้จะเห็นความรุนแรงต่อผู้ส่งออกมากขึ้นครึ่งปีหลัง
จากการหารือในที่ประชุม พบว่า กลุ่มอาหารพร้อมรับประทานและเครื่องปรุง ได้รับผลกระทบด้านต้นทุนการขนส่ง สูงขึ้น ขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ ปัจจุบันหันไปเจรจาขอซื้อจากจีน แต่เป็นเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตสูงจากเทรนด์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และใส่ใจสุขภาพ ไทยควรเร่งสร้างแบรนด์สินค้าไทยในตลาดโลก พร้อมพัฒนาสินค้านวัตกรรม
กลุ่มทูน่าและอาหารทะเล ยังเป็นสินค้าหลักของประเทศ แต่เผชิญแรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แรงงาน รวมถึงต้นทุนการประมงปรับขึ้นจากราคาน้ำมันแพง เรือบางลำงดทำประมง ทำให้ปริมาณทูน่ามีน้อยลง เหล็กที่เป็นบรรจุภัณฑ์ปนับขึ้นราคา รวมทั้งยังมีข้อกำหนดตรวจสอบย้อนกลับ จึงต้องเร่งยกระดับ ESG และระบบ Traceability
กลุ่มผักผลไม้แปรรูป ต้องเผชิญการแข่งขันสูงจากจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย จึงจำเป็นต้องปรับสู่ตลาดพรีเมียม สินค้าออร์แกนิก และ Functional Food กลุ่มข้าวโพดหวาน ไทยยังมีจุดแข็งด้านคุณภาพ แต่ต้องรับมือความเสี่ยงด้านผลผลิต ภัยแล้ง ต้นทุนเกษตร และมาตรการการค้าระหว่างประเทศ จำเป็นต้องใช้ Smart Farming และบริหารต้นทุนเชิงระบบ และ กลุ่มสับปะรดแปรรูป เป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวโดดเด่นจากดีมานด์ตลาดโลก แต่ต้องเร่งบริหารวัตถุดิบ โลจิสติกส์ และต่อยอดสินค้า Premium Segment
จากปัญหาอุปสรรคดังกล่าว สมาคมฯ จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขอให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือ 3 ด้าน ได้แก่
1. ลดต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต2. เร่งเจรจา FTA และเปิดตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียใต้3. สนับสนุนการพัฒนา Future Food, Sustainable Food และระบบมาตรฐานโลก
นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปเน้นย้ำว่า ในช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่ภาครัฐและเอกชนต้องประสานความร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวเพื่อพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อคงขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน


