การตัดสินใจช็อกโลกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่ถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปกเล่นเอากลุ่มพันธมิตรที่อยู่ร่วมกันมายาวนานหกทศวรรษทำอะไรไม่ถูก ในช่วงที่ตลาดน้ำมันโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ในขณะที่ยูเออี มีกำลังผลิตสูงถึง 3-4 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในกลุ่ม
ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลอาบูดาบีกับซาอุดีอาระเบียที่ระอุมานานกลับปะทุขึ้นด้วยการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่มประเทศส่งออกน้ำมัน (OPEC) จะลาออกจากกลุ่มในวันที่ 1 พ.ค.2569
ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์พลังงานโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเมื่อ UAE หนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกตัดสินใจลาออกจาก OPEC ก่อให้เกิดคำถามสำคัญถึงเสถียรภาพของกลุ่ม OPEC และทิศทางราคาน้ำมันในอนาคต
ดร.พรายพล กล่าวว่า การลาออกของ UAE จะส่งผลให้กลุ่ม OPEC อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีกำลังผลิตสูงถึง 3-4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในกลุ่ม โดยการหายไปของสมาชิกสำคัญอาจนำไปสู่การแปรรูปองค์กรหรือแม้กระทั่งการล่มสลายของ OPEC ในที่สุด
สำหรับแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ UAE ตัดสินใจเช่นนี้ คือ ความต้องการเพิ่มปริมาณการขาย (Volume) ให้ได้มากที่สุดแม้ต้องแลกกับการที่ราคาตลาดโลกลดลง เนื่องจาก UAE มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่ม ทำให้ยังมีกำไรแม้ขายในราคาถูกลง
“เร่งขายก่อนหมดค่า” ผันทุนสู่เศรษฐกิจใหม่
ทั้งนี้ UAE น่าจะประเมินว่าปัจจุบันยุคทองของน้ำมันโลกกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย โดยคาดว่าอีก 20-30 ปีข้างหน้า ความต้องการใช้น้ำมันจะลดลงต่อเนื่อง ดังนั้น ยุทธศาสตร์ปัจจุบันคือ การเร่งขุดขึ้นมาขาย เพื่อกอบโกยรายได้ให้ได้มากที่สุดช่วงที่น้ำมันยังมีราคา
อีกทั้ง เงินทุนมหาศาลที่ได้จากการขายน้ำมันช่วงนี้ถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศ และกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ (Diversify) โดยมุ่งเน้นลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยี และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ประเทศหลังยุคน้ำมัน
ขณะที่กรอบของ OPEC กำหนดโควตาการผลิตที่เข้มงวดทำให้ UAE ผลิตไม่ได้เต็มศักยภาพที่ 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน การออกมาอยู่นอกกลุ่มจึงเป็นทางเลือกที่คล่องตัวกว่าในการสร้างรายได้เข้าประเทศ
สร้างความตื่นตระหนกให้ตลาดน้ำมัน
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สมาชิกกลุ่มโอเปกตื่นตะลึงเมื่อวันอังคาร (28 เม.ย.69) เมื่อยูเออีประกาศถอนตัว โดยจะลดทอนความสามารถการบริหารจัดการราคาน้ำมันด้วยการปรับอุปทานขึ้นลงของโอเปกใน ขณะเดียวกันยูเออีก็กลายเป็นผู้เล่นที่คาดการณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะยูเออีไม่เห็นด้วยกับการจำกัดเพดานการผลิตของโอเปกมานานแล้ว แถมเหตุยังมาเกิดตอนที่ตลาดโลกกำลังผันผวนอย่างหนัก
ผลกระทบที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ การผลิตน้ำมันจากยูเออี และประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียถูกจำกัดมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ประเทศอื่นทั่วโลกต้องการน้ำมันเร่งด่วน เท่าโควตาโอเปกไร้ความหมาย
แต่เมื่อน้ำมันทำท่าว่าจะขนส่งได้อีกครั้ง ยูเออี ประกาศถอนตัวจากกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่การแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด และการแข่งขันด้านราคาครั้งใหม่ในอนาคต ขณะนี้ทางการได้ส่งสัญญาณความตั้งใจเพิ่มเพดานการผลิตแล้ว
สมาชิกโอเปกหลายราย เผยว่า ไม่น่าจะมีประเทศอื่นถอนตัวตามยูเออี แต่การออกไปของสมาชิกผู้ทรงอิทธิพลที่สุดรายหนึ่งก่อให้เกิดคำถามต่อโอเปกในภาพกว้าง
อำนาจของโอเปกลดน้อยถอยลงช่วงปีหลังเมื่อผลผลิตใหม่ออกมาท่วมตลาด โดยเฉพาะจากหินน้ำมันของสหรัฐ ทำให้ซาอุดีอาระเบียที่วางสถานะเป็นผู้ดูแลตลาดโลกต้องพยายามควบคุมสมาชิกที่ผลิตล้นเกิน ขณะเดียวกันสมาชิกรายเล็กก็ทยอยออกจากกลุ่มในทศวรรษที่ผ่านมา
“อำนาจต่อตลาดของโอเปกจะหายไป การออกไปของยูเออีจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของกลุ่ม เพราะผลผลิตของยูเออีมีสัดส่วนมากเมื่อเทียบกับขีดความสามารถของโอเปกโดยรวม” เกร็ก บรูว์ นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษายูเรเชียกรุ๊ปประเมินจากการพูดคุยกับคนวงในผู้ไม่เปิดเผยตัวตนราว 12 คน
“ยูเออี” ต้องการใช้ประโยชน์ฟอสซิลสูงสุด
หลายคนบอกว่า ยูเออีคิดเรื่องออกจากโอเปกมาหลายปีแล้ว ย้อนไปตั้งแต่เริ่มทศวรรษ 2020 เมื่อความโกลาหลของโควิด-19 ทำให้นโยบายน้ำมันของรัฐบาลอาบูดาบีกับริยาดที่เคยเป็นพันธมิตรกันมานานต้องร้าวฉาน
ความตึงเครียดนี้สะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่าง ยูเออีต้องการใช้ประโยชน์จากการมีทรัพยากรไฮโดรคาร์บอนให้ได้มากสุดก่อนถึงจุดเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ซาอุดีอาระเบียต้องการจัดการการผลิต และราคาน้ำมันดิบอย่างระมัดระวัง สองแนวทางนี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการแข่งขันเพื่อแย่งชิงบทบาทศูนย์กลางธุรกิจในตะวันออกกลาง และการขยายอิทธิพลทางการเมืองไปทั่วภูมิภาค
ท่าทีของยูเออีถูกกำหนดโดยสุลต่านอัล จาเบอร์ บุคคลสำคัญผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี ผู้ไม่ค่อยพอใจกับการกำหนดโควตาของโอเปกพลัส เนื่องจากยูเออีลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตใหม่หลายพันล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ จึงอยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น และเพิ่มผลผลิตเกินกว่าโควตาที่กำหนดทำให้ซาอุดีอาระเบียออกมาตำหนิ และรัฐบาลอาบูดาบีจึงเปรยเรื่องการถอนตัวออกจากโอเปกแต่ก็ไม่เคยทำอย่างที่พูด
ซูเฮล อัล มัซรูอี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เคยให้สัมภาษณ์ว่า ยูเออีเร่งมือเตรียมการออกจากโอเปกราวสิ้นปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ สงครามในอิหร่าน
ปิดฮอร์มุซเพิ่มแรงกดดันให้ลาออก
ผลของการปิดช่องแคบฮอร์มุซทางน้ำสำคัญเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับตลาดโลก บีบให้ผู้ผลิตในพื้นที่ทั้งซาอุดี ยูเออี อิรัก และคูเวต ต้องหยุดการผลิตอย่างน้อย 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 10% ของอุปทานน้ำมันโลกตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ)
มัซรูอี กล่าวว่า เมื่อผลผลิตตึงตัวอยู่แล้ว การปิดช่องแคบก็เท่ากับว่าการที่ยูเออีออกจากโอเปกพลัสไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก และเมื่อออกไปแล้วยูเออีจะสามารถตอบสนองการบริโภคพลังงานที่ฟื้นตัวหลังสงครามโดยไม่ต้องถูกโอเปกพลัสจำกัดโควตา
“หากการผลิตน้ำมันอยู่นอกเหนือการควบคุมของกลุ่ม อาจทำให้ราคาน้ำมันลดลงช่วง 3-5 ปีข้างหน้า นั่นไม่ได้หมายความว่ากลุ่มโอเปกพลัสบริหารจัดการตลาดไม่ได้อีก แต่ที่น่ากังวลหลักคือ การที่ประเทศใดถอนตัวอาจก่อปฏิกิริยาลูกโซ่ให้ประเทศทำตาม”เคลย์ตัน ซีเกิล นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ยุทธศาสตร์ และการระหว่างประเทศศึกษา กล่าว
ซาอุฯ-รัสเซีย คงบทบาทนำในโอเปก
ในอนาคต ความรับผิดชอบในการรักษาสมดุลระหว่างอุปทาน และอุปสงค์จะตกอยู่กับกลุ่มประเทศสมาชิกโอเปกพลัสที่เหลือน้อยลง ซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย ขณะที่ริยาดแบกรับภาระในการปรับอุปทานในอนาคต ความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกรายใหญ่ถัดไปในกลุ่มโอเปกพลัส เช่น อิรัก คาซัคสถาน และรัสเซีย กลับไม่น่าเชื่อถือเท่ากับซาอุดีอาระเบีย
ขณะที่อาบูดาบีขยายเพดานการผลิตอย่างรวดเร็ว และใฝ่ฝันอยากเพิ่มอุปทานอีกก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะผลิตเพิ่มได้อีกเท่าใด ประมาณการการผลิตของยูเออีแตกต่างกันมาก แต่นักวิเคราะห์ และนักค้าหลายรายเชื่อว่า ก่อนสงคราม ยูเออีผลิตใกล้ถึงระดับสูงสุด ตามข้อมูลไออีเอ เดือนก.พ.ผลิต 3.64 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าตัวเลขทางการ แต่นักค้าหลายคนเชื่อว่าตัวเลขจริงสูงกว่านี้
“ยูเออีผลิตเต็มกำลังนานแล้ว ไม่สนใจโควตาโอเปกพลัส โดยซาอุดีอาระเบียคือ ผู้รักษาสมดุลตลาด สุดท้ายแล้วโอเปกก็คือซาอุดีอาระเบีย” แกรี รอส ที่ปรึกษาด้านน้ำมันตัวฉกาจ ผู้ผันตัวมาเป็นผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ “แบล็กโกลด์อินเวสเตอร์” กล่าว
คาดโอเปกไม่ล่มสลายในทันที
บลูมเบิร์ก มองว่า การออกไปของยูเออีไม่ทำให้โอเปกล่มในทันที หลายประเทศในโอเปกพลัสที่มีรัสเซีย และคาซัคสถานรวมอยู่ด้วย กล่าวว่า ยังไม่มีแผนถอนตัวตามยูเออี หรือมองว่าจะกระตุ้นให้เกิดการแห่ลาออกตาม
บททดสอบที่แท้จริงว่าโอเปกยังแข็งแกร่งแค่ไหน จะเกิดขึ้นครั้งต่อไปที่โอเปกต้องเข้ามาแทรกแซง และควบคุมตลาด เนื่องจากสงครามกับอิหร่าน ทำให้โลกต้องการน้ำมันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้อีกระยะ แม้หลังช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดอีกครั้ง
“ยังไม่ชัดเจนว่าน้ำมันจะล้นตลาดถึงขนาดต้องควบคุมอุปทานอีกเมื่อไหร่ อาจจะอีกหลายปีข้างหน้าก็เป็นได้” บ็อบ แมคแนลลี ประธาน Rapidan Energy Group อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวสรุป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


