“สงครามในตะวันออกกลาง” กำลังส่งแรงกระแทกเป็นวงกว้างไปยังทุกภาคส่วน โดยหนึ่งในระบบที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักก็คือ “การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” ซึ่งกำลังเผชิญโจทย์การตัดสินใจครั้งใหญ่ ทั้งจากราคาที่พุ่งสูง สินค้าที่ขาดแคลน ความผันผวนที่เกิดขึ้นแทบรายวัน ไปจนถึงความท้าทายในการใช้ดุลยพินิจภายใต้ภาวะวิกฤติ
ในเวทีเสวนาเรื่อง "Managing Procurement and Contract Management Risks in Crisis: Navigating the Oil Price Surge" นายดิโอมีเดส เบอร์โรอา ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อระดับภูมิภาค ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้สร้างผลกระทบแบบทวีคูณที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และส่งผลกระทบต่อต้นทุนการจัดซื้อจัดจ้าง
รายงานแนวโน้มตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Markets Outlook 2026 ) ฉบับล่าสุดของเวิลด์แบงก์บ่งชี้ว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมเพิ่มขึ้นมากกว่า 16% ในจำนวนนี้เป็นสินค้าด้านพลังงานเพิ่มขึ้น 25% และราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 50% เช่นเดียวกับสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น ปุ๋ย เหล็ก และอะลูมิเนียม ต่างปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบจัดซื้อจัดจ้างทั่วโลก
นายลอเรนซ์ พิดค็อก อดีตหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของนิวซีแลนด์ ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดพลังงาน แต่กำลังส่งผ่านไปยังทุกหมวดสินค้าและบริการ เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นฐานของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด พร้อมยกตัวอย่างจากนิวซีแลนด์ว่า แม้แต่โครงการจัดซื้อไอทีทั่วไปยังเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 25–30% จากปัญหาซัพพลายเชนและราคาพลังงาน
“นี่ไม่ใช่แค่การรับมือวิกฤต แต่คือการทำงานในโลกที่สมมติฐานเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป” ลอเรนซ์กล่าว และชี้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งราคาที่เพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนของซัพพลายเชน และคำขอปรับสัญญาที่จะเกิดขึ้นในวงกว้าง
'ล็อกราคา' ปัญหาต้นทุนระยะยาว
ประเด็นสำคัญที่ถูกย้ำคือ ความเสี่ยงของการ “ล็อกราคา” ในช่วงที่ตลาดกำลังผันผวน โดยเตือนว่าการทำสัญญาในจังหวะที่ราคายังไม่สะท้อนสมดุลจริงๆ อาจสร้างภาระต้นทุนระยะยาวให้กับภาครัฐ
ในการรับมือกับภาวะวิกฤติเช่นนี้ ภาครัฐต้องเข้าใจว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหน และใครควรเป็นผู้รับความเสี่ยง โดยไม่สามารถผลักภาระทั้งหมดไปยังเอกชนได้ เนื่องจากผู้ประกอบการไม่ได้มีคำตอบทั้งหมด และกำลังเผชิญแรงกดดันเช่นกัน ทำให้ในบางกรณี ภาครัฐจำเป็นต้องรับความเสี่ยงบางส่วนเพื่อให้ระบบยังเดินต่อได้
ลอเรนซ์ยกตัวอย่างว่า หลายองค์กรเริ่มแยก “ทีมรับมือวิกฤติ” ออกจาก “ทีมปฏิบัติงานตามปกติ” แล้วเพื่อเพิ่มความคล่องตัว แต่ก็ยังต้องเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด
หนึ่งในคำถามที่ท้าทายก็คือ "รูปแบบสัญญาแบบเดิมยังใช้ได้หรือไม่" ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากนิวซีแลนด์มองว่า สัญญาแบบราคาคงที่อาจไม่เหมาะกับบริบทปัจจุบันอีกต่อไปที่มีความผันผวนสูง พร้อมเสนอให้ใช้สัญญาที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การเชื่อมโยงกับดัชนีราคา หรือการแบ่งความเสี่ยงระหว่างรัฐและเอกชน
ส่วนแนวทางการ "ตัดสินใจอย่างไรในโลกที่คาดการณ์ไม่ได้" นั้น ผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่าไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกสถานการณ์ แต่สิ่งสำคัญคือการเข้าใจเรื่อง “trade-off” โดยในหลายกรณี การตัดสินใจไม่ใช่การเลือกสิ่งที่ดีที่สุด แต่เป็นการเลือกสิ่งที่เสียหายน้อยที่สุด
ความผันผวนคือนิวนอร์มอล
เวทีเสวนามองตรงกันว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความผันผวนไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็น “ภาวะปกติใหม่” ที่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องปรับตัวให้ทัน และภายใต้บริบทดังกล่าว การตัดสินใจด้านการจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ส่งผลเฉพาะระยะสั้น แต่จะกำหนดภาระต้นทุนและความยั่งยืนของระบบในระยะยาว ทำให้กลายเป็น “กลไกเชิงยุทธศาสตร์” ที่สำคัญอย่างมากของภาครัฐในโลกที่ไม่แน่นอน
สำหรับคำถามเรื่อง "การบริหารความไม่แน่นอนในสถานการณ์ที่คาดการณ์ไม่ได้" นั้น ลอเรนซ์มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการ “กลับไปเชื่อมกับตลาด” โดยเฉพาะการพูดคุยกับผู้ประกอบการโดยตรง และเปิดช่องทางการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน โดยการเข้าถึงข้อมูลจากตลาดจริง รวมถึงข้อมูลจากบรรดาสมาคมอุตสาหกรรม จะช่วยให้การตัดสินใจมีฐานข้อมูลที่ดีขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้ใช้สัญญาที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะสัญญาแบบเดิมอาจไม่สามารถรองรับความไม่แน่นอนในระดับปัจจุบันของโลกที่มีความผันผวนสูงได้
ขณะเดียวกัน การเชื่อมโยงราคากับดัชนี การเปิดเผยต้นทุน และการออกแบบกลไกแบ่งความเสี่ยง จะเป็นแนวทางสำคัญในการทำให้ระบบจัดซื้อจัดจ้างสามารถรับมือกับความผันผวนได้ในระยะยาว โดยการเชื่อมโยงสัญญากับดัชนีราคา การเปิดเผยต้นทุน และการแบ่งความเสี่ยงระหว่างรัฐกับเอกชน เป็นแนวทางสำคัญในการรับมือกับความผันผวนของตลาด
ห้ามมองข้ามสัญญาณเสี่ยงแม้ช่วงวิกฤติ
ขณะที่ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภูมิภาคของเวิลด์แบงก์ ได้แชร์บทเรียนสำคัญจากการบริหารการจัดซื้อภาครัฐในช่วงวิกฤติโควิด-19 โดยเน้นย้ำว่า "หน่วยงานรัฐไม่ควรยอมประนีประนอมหลักการขั้นพื้นฐาน แม้จะอยู่ในสถานการณ์เร่งด่วน"
เบอร์โรอาได้ยกกรณีศึกษาการจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจที่ผิดพลาดจากประเทศหนึ่งที่เข้ามาขอให้พิจารณาข้อเสนอเพื่อขอรับเงินทุนสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจ ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวมีเงื่อนไขที่ผิดปกติและมีความเสี่ยงสูงมาก คือ บริษัทต้องการให้รัฐบาลจ่ายเงินล่วงหน้า 100% ก่อนการส่งมอบ ซึ่งพบว่าบริษัทนี้เพิ่งจดทะเบียนได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น โดยเวิล์ดแบงก์ให้คำแนะนำว่าควรไปตรวจสอบและหาข้อมูลเพิ่มเติม แต่รัฐบาลเลือกที่จะไปขอเงินทุนจากแหล่งอื่นแทน จนนำไปสู่การสูญเสียงบประมาณโดยไม่ได้รับสินค้า และเกิดการสอบสวนครั้งใหญ่ตามมา


