นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ล่าสุดได้มีการหารือภายในอย่างไม่เป็นทางกับเอกชน (บริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด หรือซีพี) ที่ได้รับสัมปทานแล้ว
"เราพิจารณาแล้วเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ รัฐบาลได้เปิดช่องให้เอกชนสามารถแจ้งบอกเลิกสัญญาได้" นายพิพัฒน์ กล่าว
- ย้ำยึดเงื่อนไขเดิมก่อสร้างภายใน5 ปี
ขณะเดียวกันได้มีการแจ้งท่าทีของภาครัฐอย่างตรงไปตรงมาว่า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการแก้ไขสัญญาตามข้อเสนอของเอกชนได้ โดยเฉพาะในประเด็นการขอปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระเงินงวดงาน 10,671.09 ล้านบาท ออกเป็น 7 งวด โดยย้ำว่าเอกชนต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี และรัฐจะทยอยผ่อนจ่ายคืนในระยะเวลา 10 ปี ตามรายละเอียดที่ระบุไว้ในสัญญาเดิมเท่านั้น
- ไม่รับเหตุผลเรื่องน้ำมันแพงขึ้น
อย่างไรก็ดีแม้ทางฝ่ายเอกชนจะนำเสนอเหตุผลความจำเป็นในการขอแก้ไขสัญญา โดยอ้างถึงความผันแปรของราคาพลังงาน และต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นแบบลอยตัว (Floating) จากปัจจัยภายนอกอย่างสงครามในภูมิภาคเปอร์เซียก็ตาม
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้จะต้องนำไปพิจารณาต่อตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เคยมีแนวทางไว้ว่าหากผู้ชนะการประมูลไม่สามารถดำเนินการได้จากเหตุปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สงคราม หรือผลกระทบต่อต้นทุนทุนที่รุนแรง รัฐอาจพิจารณาเรื่องการรื้อโครงสร้างสัญญาหรือการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ถือเป็นการละทิ้งงาน
นอกจากนี้ ภาครัฐยังพยายามสร้างโจทย์ใหม่เพื่อช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในอนาคต โดยมีนโยบายผลักดันให้เกิดแม่เหล็กดึงดูดการเดินทาง เช่น การสร้างสวนสนุกระดับโลก (Disneyland Style) และสนามกีฬาขนาดใหญ่ เพื่อให้ภาคเอกชนนำไปคิดต่อถึงจุดคุ้มทุนในการดำเนินโครงการ หากคำนวณแล้วยังไม่พบจุดคุ้มทุน เอกชนก็มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจบอกเลิกสัญญาได้เช่นกัน
- รฟท.ไม่รับหลักการแก้สัญญา
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติชัดเจนไม่รับหลักการในการแก้ไขสัญญาตามที่เอกชนเสนอ โดยยืนยันให้กลับไปใช้เงื่อนไขเดิมตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น
สำหรับประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหา คือ การจ่ายค่าสิทธิบริหารโครงการรถไฟแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL) โดยที่ผ่านมาเอกชนพยายามเสนอขอแบ่งชำระเป็นงวดๆ พร้อมดอกเบี้ยและวางหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร 160,000 ล้านบาท เพื่อค้ำประกันการก่อสร้างและเปิดให้บริการภายใน 5 ปี
อย่างไรก็ดีเมื่อภาครัฐไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ เอกชนก็มีหน้าที่ต้องชำระเงินให้ครบ 100% ตามสัญญาเดิม ขณะนี้เอกชนมีหนี้สะสมค้างชำระกับรฟท.ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี นับตั้งแต่เริ่มเข้าบริหารเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 จนถึงปัจจุบัน
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า การดำเนินการต่อจากนี้ รฟท. เตรียมจะเปิดโต๊ะเจรจากับเอกชนอย่างเป็นทางการภายในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อสอบถามความชัดเจนหากต้องกลับไปใช้สัญญาเดิมและเงื่อนไขเดิมทั้งหมด ทางเอกชนจะสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่
ที่ผ่านมาทางเอกชนเองก็มีความพยายามที่จะขับเคลื่อนโครงการให้เดินหน้าต่อมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นหรือการเตรียมการต่างๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมายที่มีอยู่
"หากเอกชนยืนยันว่าไม่สามารถแบกรับเงื่อนไขเดิมได้ ก็อาจนำไปสู่กระบวนการบอกเลิกสัญญา ซึ่ง รฟท. ยอมรับว่าได้มีการพิจารณาแผนสำรองไว้แล้ว โดยจะให้ความสำคัญกับจุดที่กระทบกับโครงสร้างอื่นเป็นลำดับแรก เช่น จุดเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟไทย-จีน หรือโครงสร้างที่สนามบินอู่ตะเภา" นายอนันต์ กล่าว
-
รับโครงการอาจล่าช้าถึง 10 ปี
อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นต้องเริ่มกระบวนการประมูลใหม่ นายอนันต์ ระบุว่า จะกลายเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ในเรื่องของเวลา โดยคาดว่าจะทำให้โครงการล่าช้าออกไปจากแผนเดิมถึง 8-10 ปี เนื่องจากขั้นตอนการประมูลใหม่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี และขั้นตอนการก่อสร้างอีกประมาณ 5 ปีครึ่งถึง 6 ปี
ทั้งนี้โอกาสที่จะเรียกผู้ชนะประมูลลำดับที่ 2 มาเจรจาต่อแทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากหนังสือค้ำประกันซองและเวลายืนราคาน่าจะหมดอายุไปนานแล้ว ทำให้ต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด
ส่วนของ รฟท. แม้จะมีความพร้อมเรื่องที่ดินจากการเวนคืนเกือบทั้งหมดแล้ว รวมถึงรายงานกานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เดิมที่ยังสามารถใช้ได้หากไม่มีการปรับดีไซน์ที่มีนัยสำคัญ แต่การเริ่มต้นใหม่ในขั้นตอนกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างและการหาผู้รับจ้างรายใหม่ยังคงเป็นอุปสรรคที่ใช้เวลานาน
นอกจากนี้รฟท.ได้เตรียมความพร้อม รฟท.ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะงานโยธาและการแก้ไขจุดทับซ้อนกับรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงส่วนขยายที่ทำแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
"ปัจจัยชี้ขาดตอนนี้อยู่ที่การตัดสินใจของเอกชนคู่สัญญาว่าจะยอมรับเงื่อนไขเดิมของ ครม. หรือไม่ ซึ่ง รฟท. หวังว่าการเจรจาที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้จะหาข้อยุติเพื่อให้โครงการไม่ต้องหยุดชะงักและสร้างภาระต้นทุนส่วนเพิ่มให้แก่ภาครัฐและประชาชนในอนาคต" นายอนันต์ กล่าว


