วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

‘TDRI’ แนะรัฐปฎิรูปจัดซื้อฯ ดัน GDP เวิลด์แบงก์ปลุก ‘AI’ คุมเสี่ยง-ย่นเวลา

‘TDRI’ แนะรัฐปฎิรูปจัดซื้อฯ ดัน GDP เวิลด์แบงก์ปลุก ‘AI’ คุมเสี่ยง-ย่นเวลา

งาน “International Public Procurement 2026” ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 27-29 เม.ย.ยังมีเวทีที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพรวมการจัดซื้อจัดจ้างในโลกยุคใหม่ งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของกรมบัญชีกลาง กลุ่มธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB)

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวเกี่ยวกับการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐภายในงาน โดยระบุว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมีสัดส่วนถึง 2.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และมีการจ้างงานกว่า 2 ล้านคน งานก่อสร้างภาครัฐคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ปัจจุบัน คือ ภาครัฐให้ความสำคัญกับ “ราคาถูก” มากเกินไป จนส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพและการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาพรวม

บทเรียนราคาถูก 'อุบัติเหตุ-คุณภาพต่ำ'

ดร.สมเกียรติ ชี้ว่าการเน้นเกณฑ์ราคาต่ำสุด นำไปสู่ความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ อุบัติเหตุบนถนนพระราม 2 ตึกถล่ม หรือถนนพัง หลายโครงการประมูลต่ำกว่าราคากลางถึง 8-11% ส่งผลให้มีการใช้เทคโนโลยีหรือวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งการเข้ามาของผู้รับเหมาต่างชาติ เช่น จีน ที่ตัดราคารุนแรง 15-20% ยิ่งกระทบต่อคุณภาพงานก่อสร้างในประเทศ

‘TDRI’ แนะรัฐปฎิรูปจัดซื้อฯ ดัน GDP เวิลด์แบงก์ปลุก ‘AI’ คุมเสี่ยง-ย่นเวลา

จากผลการศึกษาทีดีอาร์ไอ พบว่า มีหลายจุดในกระบวนการก่อสร้างภาครัฐที่ต้องได้รับการปรับปรุงเร่งด่วน ประเด็นแรก คือ การตั้งราคากลาง ปัจจุบันราคากลางไม่สะท้อนต้นทุนจริง เช่น คำนวณค่าแรงขั้นต่ำในการจัดซื้อจัดจ้างบางแห่ง ยังอยู่ที่ 155 บาทต่อวัน ทั้งที่ค่าแรงจริงพุ่งสูงกว่า 328 บาทแล้ว

ต่อมา คือ การบริหารสัญญาและการจ่ายเงิน พบปัญหาจ่ายเงินล่าช้ามาก โดยเฉพาะโครงการรถไฟที่อาจล่าช้าถึง 1 ปี ทำให้ผู้รับเหมาต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยกว่า 6.2 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมถึงการหยุดชะงักของงาน มักเกิดจากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้าของรัฐ กระทบต่อผลิตภาพอย่างรุนแรง เพราะไม่สามารถย้ายเครื่องจักรหรือแรงงานไปที่อื่นได้

ข้อเสนอแนะจากทีดีอาร์ไอเพื่อยกระดับอุตฯ 

ทีดีอาร์ไอ เสนอให้เปลี่ยนแนวคิดยึด “ประโยชน์ของหน่วยงาน” ที่เน้นราคาถูก มาเป็น “ประโยชน์สาธารณะ” ที่เน้นความคุ้มค่าครอบคลุมทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพระยะยาว โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้ 1.ปรับปรุงเกณฑ์คัดเลือก ให้ความสำคัญเกณฑ์คุณภาพ และประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม มากกว่าแค่ราคา 2.ปรับสูตรราคาให้เป็นธรรม ปรับราคากลางให้สะท้อนต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่แท้จริง  และ 3.ระบบจ่ายเงินที่รวดเร็ว รัฐต้องจ่ายเงินให้ตรงเวลาเพื่อลดภาระการเงินของผู้รับเหมา

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างได้ตามข้อเสนอนี้ โดยเฉพาะจ่ายเงินให้ตรงเวลาและลดปัญหาหยุดชะงักของงาน จะส่งผลให้ผลิตภาพในภาคก่อสร้างสูงขึ้นช่วยกระตุ้น GDP ไทยเพิ่มขึ้นได้ถึง 0.5% หากปีนี้เศรษฐกิจไทยคาดการณ์ว่าจะโต 1.5% การปฏิรูปนี้จะช่วยดันให้เศรษฐกิจไทยโตได้ 2.0% ทันที

‘เวียดนาม’ ยกระดับ e-Procurement

นายฝัม ฮุง อัญ หัวหน้าฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กระทรวงการคลัง เวียดนาม เปิดเผยว่า เวียดนามมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการพัฒนากรอบกฎหมาย โดยเฉพาะด้านความโปร่งใส การป้องกันทุจริตเป็นฐานรากที่แข็งแกร่งสำหรับการนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์เชิงนโยบายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เขาระบุว่า ทิศทางสำคัญของเวียดนามขณะนี้ คือ เปลี่ยนผ่านจากการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ไปสู่การวัดผลที่อิงตามผลลัพธ์ โดยรัฐบาลมุ่งเน้นนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วในระบบ e-Procurement มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

‘TDRI’ แนะรัฐปฎิรูปจัดซื้อฯ ดัน GDP เวิลด์แบงก์ปลุก ‘AI’ คุมเสี่ยง-ย่นเวลา

ระยะถัดไป เวียดนามมีแผนสร้างความแข็งแกร่งด้านการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ นำข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างไปเชื่อมต่อฐานข้อมูลอื่นๆ เช่น ข้อมูลด้านภาษี ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม และข้อมูลเฉพาะส่วนในแต่ละภาคอุตสาหกรรม

นายฝัม ยอมรับว่า การดำเนินการดังกล่าวต้องใช้เวลาและอาศัยคุณภาพของข้อมูลที่สูง รวมถึงการประสานงานระหว่างสถาบันที่เข้มแข็ง เพื่อให้ได้บทวิเคราะห์ที่แม่นยำและสามารถนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่อิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ สำหรับการพัฒนาประเทศในระดับชาติ

สำหรับการขับเคลื่อนนโยบาย เวียดนามเลือกใช้แนวทางแบบเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากการกำหนดตัวชี้วัดหลัก (KPIs) ในจำนวนที่เหมาะสม และทดสอบใช้ในบางเซกเตอร์หรือกับหน่วยงานภาครัฐบางแห่งก่อน

“เราจะนำผลลัพธ์ที่ได้จากการทดสอบไปปรับปรุงกฎระเบียบ เอกสารทางราชการ เครื่องมือดิจิทัล และกิจกรรมการสร้างขีดความสามารถของบุคลากร เพื่อให้ระบบการจัดซื้อจัดจ้างดิจิทัลเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุด”

มองโกเลียดัน ‘บิ๊กดาต้า’ ตรวจสอบโปร่งใส

มุนค์บิเลก เอ็งค์โบลด์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ส่วนนโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง ฝ่ายกฎหมาย กระทรวงการคลังแห่งประเทศมองโกเลีย กล่าวว่า ระบบจัดซื้อจัดจ้างของมองโกเลีย กำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบให้น้ำหนักกับความโปร่งใส ใช้ข้อมูลเชิงลึก ความคุ้มค่าของงบประมาณประเทศเป็นหัวใจหลัก

หลักสำคัญที่ขับเคลื่อนการจัดซื้อจัดจ้างของมองโกเลีย ก้าวข้ามการแข่งขันที่มองเพียงแค่ราคาถูกที่สุด โดยนโยบายได้ถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล มุ่งเน้นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพใช้เงินสาธารณะ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญการประเมินต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน มากกว่าพิจารณาแค่ราคาเสนอเริ่มต้นเพียงมิติเดียว

นอกจากนี้ ยังช่วยให้กลไกของรัฐมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น โดยเร่งเสริมสร้างศักยภาพระบบจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-procurement) ขยายเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ และนำระบบการวิเคราะห์ข้อมูลมาประยุกต์ใช้สำหรับการตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

‘TDRI’ แนะรัฐปฎิรูปจัดซื้อฯ ดัน GDP เวิลด์แบงก์ปลุก ‘AI’ คุมเสี่ยง-ย่นเวลา

‘เวิลด์แบงก์’ ใช้ ‘เอไอ’ ปฏิวัติจัดซื้อจัดจ้าง

อีกด้านหนึ่งเวทีนี้ยังพูดถึงการใช้ “เอไอ” ยกระดับประสิทธิภาพจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ นายไมเคิล ออสบอร์น ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อจัดจ้างอาวุโสของธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ “โครงการต้องส่งมอบผลลัพธ์จริง ไม่ใช่เพียงแค่แผนงานบนกระดาษ”

นายออสบอร์น กล่าวว่า เป้าหมายโครงการพัฒนา คือ การสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน โรงพยาบาล หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง คือ โครงการจำนวนมากติดขัดอยู่ในขั้นตอนการบริหารจัดการและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาระบบใหม่ที่ชื่อว่า “Project IQ” แพลตฟอร์มบริหารจัดการโครงการที่นำเอไอเข้ามาช่วยติดตาม วิเคราะห์ และจัดการขั้นตอนต่างๆ ในโครงการพัฒนา ระบบนี้เริ่มทดลองใช้กับโครงการของธนาคารโลกในภูมิภาคแปซิฟิกเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าประหลาดใจ เพราะความล่าช้าที่เกิดจากขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างลดลงได้ถึง 87%

เขายกตัวอย่างโครงการหนึ่งในภูมิภาคดังกล่าวที่มีความคืบหน้าเพียง 2% มานานหลายปี แต่หลังจากนำระบบเข้ามาใช้ ความคืบหน้าของโครงการเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 18% ภายในเวลาไม่ถึงเก้าเดือน

ปัญหาที่ซ้ำซากในโครงการพัฒนาทั่วโลก

แต่ละปี ธนาคารโลกมีโครงการพัฒนาที่ต้องบริหารจัดการเกือบ 1,800 โครงการ คิดเป็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างราว 21,000 สัญญา มีผู้ใช้งานระบบประมาณ 5,000 คน หากรวมมูลค่าจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด โอกาสเพิ่มประสิทธิภาพระบบใหม่มีมูลค่าใกล้เคียง 400 ล้านดอลลาร์

นายออสบอร์น ใช้เวลาพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในโครงการพัฒนาทั่วโลก ปัญหาแรก คือ ผู้จัดการโครงการจำนวนมากมองไม่เห็นภาพรวมของงานทั้งหมด เพราะในหนึ่งโครงการมีกิจกรรมย่อยนับพันรายการที่ต้องดำเนินการให้ถูกลำดับ ถูกเวลา และโดยผู้รับผิดชอบที่เหมาะสม หากไม่มีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียว ผู้จัดการโครงการมักไม่รู้ว่าขั้นตอนถัดไปควรทำอะไร

ปัญหาที่สอง คือ ภาระงานด้านเอกสารและงานธุรการที่หนักมาก กระบวนการเต็มไปด้วยขั้นตอนที่ต้องทำซ้ำๆ และ โครงการส่วนใหญ่ไม่สามารถมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า

‘TDRI’ แนะรัฐปฎิรูปจัดซื้อฯ ดัน GDP เวิลด์แบงก์ปลุก ‘AI’ คุมเสี่ยง-ย่นเวลา

การทำงานของ Project IQ

Project IQ จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้โดยตรง ระบบจะเริ่มจากการนำเข้าแผนจัดซื้อจัดจ้างของโครงการเป็นข้อมูลตั้งต้น จากนั้นแพลตฟอร์มจะสร้างภาพรวมกิจกรรมทั้งหมดในโครงการ ตั้งแต่ลำดับขั้นตอน ทรัพยากรที่ต้องใช้ ไปจนถึงกระแสเงินสดที่เกี่ยวข้อง

ระบบใช้เอไอวิเคราะห์ความเสี่ยง โดยอิงจากข้อมูลโครงการมากกว่า 15,000 โครงการของธนาคารโลก ทำให้ผู้จัดการโครงการสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าอะไรมีแนวโน้มจะเกิดขึ้น  อย่างไรก็ตาม ส่วนที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การใช้เอไอช่วยสร้างและประเมินเอกสาร ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กินเวลามากที่สุดในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

เขายกตัวอย่างว่า เพียงจัดทำเอกสารข้อกำหนดการอ้างอิง หรือ Terms of Reference หนึ่งชุด เวลาที่ใช้โดยเฉลี่ยทั่วทั้งธนาคารโลกอยู่ที่เกือบหกเดือน ขณะที่กระบวนการประเมินข้อเสนอจากผู้รับเหมาใช้เวลาเฉลี่ยใกล้เคียงกัน แต่ด้วยระบบใหม่การสร้างเอกสารข้อกำหนดโครงการสามารถทำได้ภายในไม่กี่วินาที ขณะที่รายงานการประเมินทางเทคนิคและรายงานการประเมินรวม ปัจจุบันสามารถดำเนินการเสร็จสิ้นได้ภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที