รัฐบาลเลือกที่จะถอยนโยบายการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) โดยใช้กลไกการถัวเฉลี่ยข้ามกลุ่ม (Cross-Subsidy) โดยนำเงินจากผู้ใช้ไฟฟ้ามากมาอุดหนุนผู้ใช้ไฟฟ้าน้อย ซึ่งจะทำให้กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 200 หน่วย มีอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 29 เม.ย.2569 รับทราบถึงข้อกังวลของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้า 400-500 หน่วยต่อเดือน ขึ้นไป ซึ่งค่าไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะสูงเกิน 5 บาทต่อหน่วย
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รายงาน ครม.ถึงข้อกังวลประชาชน และภาคธุรกิจ ถึงการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ดังนั้นเพื่อไม่ให้กระทบกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ครม.มอบให้กระทรวงพลังงานพิจารณารายละเอียดโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 29 เม.ย.2569
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.เข้าใจข้อกังวล และเห็นพ้องว่ามาตรการดูแลกลุ่มรายได้น้อยต้องไม่เพิ่มภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟ 200-400 หน่วยขึ้นไป รัฐบาลจึงให้ใช้งบประมาณดำเนินการอุดหนุนแทน
ทั้งนี้ โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ 200 หน่วยแรกของบ้านอยู่อาศัยอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย กลุ่มที่ได้รับประโยชน์มี 20 ล้านครัวเรือน หรือ 90% ของครัวเรือนทั้งประเทศ
รวมทั้งให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ออกแบบโครงสร้างราคาใหม่ให้เสร็จในเดือนมิ.ย.2569 และให้นำเงินผลประหยัดสะสมจากการจัดสรรก๊าซธรรมชาติ (Bypass Gas) จำนวน 369 ล้านบาท มาลดค่า Ft ให้กลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนในงวดปัจจุบัน
ส่วนบ้านที่ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 200 หน่วยขึ้นไป รัฐบาลส่งเสริมให้ติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อลดค่าใช้จ่ายระยะยาว โดยสนับสนุนโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่มีค่าผ่อนจ่ายถูกกว่าค่าไฟฟ้าปกติ ต่อไปจะมีระบบ Net Billing ให้ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบสำหรับขนาดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ และให้สิทธิประโยชน์ภาษีกรณีไม่ขายไฟคืนเข้าสู่ระบบ
สั่งครึ่งราคาก๊าซ Pool Gas ถึง ม.ค.70
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ครม.มอบรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติภายใต้ใบอนุญาตจัดหา และค้าส่งก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คิดราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บจากผู้ใช้สำหรับโรงไฟฟ้า กฟผ.ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (PP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่มีสัญญาซื้อขายกับ ปตท.และ กฟผ.ในส่วนที่ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ตามจริงแต่ไม่เกินค่าเฉลี่ยราคาควบคุมที่ภาคนโยบายกำหนด (437.47 บาทต่อล้านบีทียู)
สำหรับงวดเดือนพ.ค.- ส.ค.2569 เพื่อลดผลกระทบประชาชน และให้นำส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง (Pool Price) กับค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บไปทยอยเรียกคืนในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้ารอบเดือนม.ค.2570 เป็นต้นไป
“เอกนัฏ”หาแนวทางลดค่า Ft
รายงานข่าวระบุว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานหาทางลดค่าไฟฟ้า โดยนายเอกนัฏ เสนอเมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ถึงการเจรจาผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่มีกำลังผลิตรวม 4,000 เมกะวัตต์ หรือ 10% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ โดยกำลังหารือปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ซึ่งปัญหาหลักที่ต้นทุนค่าไฟสูงคือ การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอดีต
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้า 3-5 บาทต่อหน่วย ทำให้เกิดภาระต้นทุนในค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 20 สตางค์ต่อหน่วย โดยเตรียมเจรจาผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเพื่อลดราคาลงจะลดค่าไฟลง 10 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ไม่ควรเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย
แนะกลับไปใช้ราคาก๊าซ Single Pool Gas
ส่วนข้อเสนอของสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าที่ยื่นต่อกระทรวงพลังงานเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 ขอให้เร่งกลไก Cost Pass-through ที่ส่งผ่านถึงค่า Ft เพื่อให้ค่าไฟสะท้อนต้นทุนจริง รวมถึงขอให้ปรับโครงสร้างราคาก๊าซกลับไปใช้ Single Pool Gas
ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มีการหารือถึงโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติระบบ Energy Pool Price ที่อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็น และจะบังคับใช้ในปี 2569 ซึ่งมีการแยกก๊าซอ่าวไทยออกจากราคาถัวเฉลี่ยระหว่างราคาก๊าซอ่าวไทย ราคาก๊าซเมียนมา และราคา LNG นำเข้า
ทั้งนี้ ระบบ Energy Pool Price จะทำให้ค่า Ft สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบค่าไฟครัวเรือน และอุตสาหกรรม (ยกเว้นปิโตรเคมี) ซึ่งทำให้ต้องการกลับไปใช้ระบบ Single Pool Gas
นอกจากจะกระทบกับค่าไฟฟ้าครัวเรือนแล้วยังกระทบกับกลุ่มอุตสาหกรรม 7 กลุ่ม คือ กลุ่มอุตสาหกรรมแก้ว และกระจก, กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า, กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก, กลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก, กลุ่มอุตสาหกรรมหลังคา และอุปกรณ์, กลุ่มอะลูมิเนียม และกลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์
ผู้ผลิตไฟฟ้าชี้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ
นายนพเดช กรรณสูต นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (APPP) กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจว่า การแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าที่ยั่งยืนควรพิจารณาที่ “ต้นทาง” ของต้นทุนผลิตไฟฟ้า ซึ่งตัวแปรสำคัญทำให้ค่าไฟฟ้าสูงในปัจจุบันมาจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาสูง
ในขณะที่แหล่งก๊าซที่มีต้นทุนต่ำที่สุดอย่างก๊าซจากอ่าวไทย กลับถูกจัดสรรในรูปแบบที่สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า
ชี้ “Energy Pool” สร้างความไม่เป็นธรรม
นายนพเดช ระบุว่า ปัจจุบันโครงสร้างการจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่มีราคาถูกที่สุด รวมถึงก๊าซจากเมียนมาตามสัญญาระยะยาวถูกนำไปจัดสรรแยกส่วน โดยก๊าซจากอ่าวไทยบางส่วนถูกแบ่งไปให้กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในลักษณะ Energy Pool
ทั้งนี้ มองว่าไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตไฟฟ้า และภาคประชาชน ที่จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นหากคิดเป็นจำนวนเงินทั้งหมดประมาณ 900-950 ล้านบาท ต่อรอบ Ft 4 เดือนขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีได้รับประโยชน์ถึง 2 ต่อ คือ 1. ได้ใช้ก๊าซในต้นทุนที่ถูก และ 2. สามารถทำกำไรจากการขายผลิตภัณฑ์ตามราคาตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น (Markup)
“การนำก๊าซอ่าวไทยไปแบ่งให้ปิโตรเคมีในขณะที่ภาคการผลิตไฟฟ้าต้องไปนำเข้า LNG ราคาแพงมาทดแทน ดูแล้วไม่เป็นธรรมกับผู้ผลิตไฟฟ้า ประชาชน และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่แบกรับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงกว่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายนพเดช กล่าว
ตั้งคำถามหักกำไร 10% ช่วยลดค่าไฟ
ส่วนประเด็นแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่จะดึงกำไรจากกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 10% มาช่วยลดค่าไฟฟ้านั้น
นายนพเดช กล่าวว่า สมาคม APPP ตั้งคำถามถึงที่มาของตัวเลขดังกล่าวว่ามีการคำนวณมาจากเกณฑ์ใด และจะสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้จริงหรือไม่
ทั้งนี้มองว่าหากจะแก้ปัญหาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ รัฐบาลควรพิจารณาย้อนกลับไปใช้โครงสร้างราคา Single Pool Price (ราคาเฉลี่ยรวมพูลเดียว) อย่างที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อค่าไฟฟ้าในภาพรวมมากกว่า
ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบจาก Single Pool มาเป็น Energy Pool ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีผลบังคับใช้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา พบว่าส่งผลกระทบให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทางสมาคม อยู่ระหว่างการสรุปตัวเลขความเสียหายที่เป็นเม็ดเงินที่ชัดเจนเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป
ผู้ผลิตไฟฟ้าผนึก ส.อ.ท.ทวงความเป็นธรรม
นายนพเดช กล่าวว่า แม้มติโครงสร้างราคาจะผ่านความเห็นชอบจาก กพช.ไปแล้ว แต่รัฐบาลควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบอีกครั้ง โดยหลังจากนี้ สมาคม APPP เตรียมที่จะหารือกับคณะกรรมการ ส.อ.ท.ชุดใหม่ เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างราคาไฟฟ้า
“เรามีความตั้งใจที่จะขอนัดหมายหารือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และทีมงานกระทรวงพลังงาน เพื่อนำเสนอแนวทางที่เกิดประโยชน์สูงสุด และมีความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะการจัดสรรก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของต้นทุนพลังงานไทย เพื่อให้ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤติค่าครองชีพนี้ไปได้” นายนพเดช กล่าว
ต้นทุนผู้ผลิตไฟฟ้ากว่าปิโตรฯ 46%
รายงานข่าวจากวุฒิสภา กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้หารือผลกระทบจากโครงสร้างราคาก๊าซ โดยคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา และติดตามการแก้ไขปัญหาราคาค่าไฟฟ้า คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา ประชุมวันที่ 16 มี.ค.2569 เพื่อพิจารณาศึกษา และติดตามการปรับใช้โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติตามมติ กพช.วันที่ 28 พ.ย.2568
สำหรับการหารือครั้งนี้ได้ตรวจสอบหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติที่เหมาะสม และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติทุกภาคส่วน โดยเชิญผู้แทนจาก กกพ. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย
รวมถึงผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมทั่วไป และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อสอบถามข้อมูลการปรับโครงสร้างราคาก๊าซที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้
รวมทั้งการประชุมครั้งนี้ มีการเสนอความเห็นเปรียบเทียบโครงสร้างราคาก๊าซที่บังคับใช้ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า รับต้นทุนสูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยมีส่วนต่าง 91 บาท/MMBTU คิดเป็น 46% สูงกว่าราคาก๊าซของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


