ม.หอการค้าไทย เผย บรรยากาศวันแรงงานซบเซา คนระวังใช้เงิน ฉุดเม็ดเงินวันแรงงาน เหลือ 2,100 ล้านบาท หด 3% ติดลบครั้งแรกรอบ 5 ปี สะท้อนกำลังซื้ออ่อนแรง ขณะที่ตลาดแรงงานยังไม่พบเลิกจ้าง แต่เริ่มเห็นสัญญาณลดโอที ผู้บริโภคเข้าสู่โหมด “ประหยัด” ชัดเจน ประเมินมาตรการ “ไทยช่วยไทย” อัดฉีด 8 หมื่น - 1 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ต่อเนื่องถึงวันแรงงานปีนี้ สะท้อนสัญญาณประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยพบพฤติกรรมจับจ่ายซื้อสินค้าน้อยลง และการท่องเที่ยวลดลงอย่างชัดเจน สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัว
ทั้งนี้ ผลสำรวจการใช้จ่ายในช่วงวันแรงงาน ซึ่งนับเฉพาะวันที่ 1 พ.ค.69 ไม่รวมวันหยุดยาวต่อเนื่องอีก 3 วัน พบว่า มูลค่าการใช้จ่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 2,100 ล้านบาท ลดลง 3% จากปีก่อน ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี และเป็นอัตราการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ปีเช่นกัน สะท้อนกำลังซื้อที่อ่อนแรงลงจากความกังวลด้านเศรษฐกิจ
สำหรับความกังวลเรื่องการจ้างงาน ผลสำรวจยังไม่พบสัญญาณการปลดคนงานจำนวนมาก การปิดกิจการ หรือการลดเงินเดือนอย่างมีนัยสำคัญ โดยแรงงานส่วนใหญ่ยังไม่สะท้อนว่ามีการตกงานหรือว่างงานเพิ่มขึ้น เพียงแต่มีความกังวลเรื่องรายได้ลดลง โอกาสทำงานพิเศษน้อยลง รวมถึงชั่วโมงทำงานล่วงเวลา (OT) ที่อาจลดลงตามยอดขายที่ชะลอตัว
“เศรษฐกิจยังไม่มีสัญญาณรุนแรงถึงขั้นธุรกิจขาดสภาพคล่องหรือปิดกิจการ แต่มีสัญญาณชะลอตัว และการปรับตัวของภาคธุรกิจ เช่น ลดชั่วโมงทำงานหรือ OT เพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง” นายธนวรรธน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้แรงงาน และประชาชนมีแนวโน้มลดการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งเป็นภาพสะท้อนสำคัญของภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ที่แม้ยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤติ แต่ต้องติดตามความเสี่ยงทั้งใน และต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาพบรรยากาศการใช้จ่ายในช่วงวันแรงงานและภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันว่า ผู้บริโภคยังคงอยู่ในโหมด “ระมัดระวัง” แม้จะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น แต่การตัดสินใจใช้จ่ายมีแนวโน้มชะลอลงอย่างชัดเจน แม้จำนวนการจับจ่ายยังใกล้เคียงกับช่วงวิกฤติสงครามการค้า แต่เม็ดเงินใช้จ่ายลดลง สะท้อนว่าประชาชนยังคงควบคุมรายจ่ายอย่างเข้มงวด หลังเผชิญแรงกระแทกทางเศรษฐกิจต่อเนื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้บรรยากาศการบริโภคโดยรวมชะลอตัว
“แม้บรรยากาศโดยรวมยังพอมีความคึกคัก แต่ “อารมณ์ผู้บริโภค” เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยผู้ตอบแบบสำรวจมองว่าบรรยากาศคึกคักน้อยลงถึง 24% ขณะที่มองว่าดีขึ้นมีเพียง 10% สะท้อนว่าประชาชนยังคงกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ และเน้นประหยัดมากกว่า” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ประเมินว่า หากราคาน้ำมันไม่พุ่งเกิน 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ไม่ยกระดับรุนแรง และยังมีช่องทางเจรจาภายใน 3 เดือน สถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทยยังคงประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 1-1.5% ชะลอลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2% และสอดคล้องกับประมาณการของรัฐบาลที่คาดจีดีพีปีนี้เติบโต 1.4%
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” หรือการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ เช่น หากครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน ใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบราว 80,000 ล้านบาท และหากรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม อาจดันวงเงินรวมแตะ 100,000 ล้านบาท
หากรวมเงินสมทบจากภาคประชาชนอีกครึ่งหนึ่ง จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 160,000-200,000 ล้านบาท ซึ่งอาจเพียงพอชดเชยเม็ดเงินที่รั่วไหลออกจากระบบเศรษฐกิจ และช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักขึ้นได้ โดยประเมินว่ามาตรการดังกล่าวอาจช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวในกรอบ 1.5-2%
นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจ สำรวจแรงงานไทยปี 2569 จากกลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท จำนวน 1,250 คน ระหว่างวันที่ 16-23 เม.ย.2569 พบว่า แรงงานกว่า 90.8% มีรายได้อยู่ในช่วง 10,001-15,000 บาทต่อเดือน ขณะที่รายได้ครัวเรือนส่วนใหญ่ (36%) อยู่ที่ 15,001-30,000 บาท แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นชัดเจน
ผลสำรวจสะท้อนปัญหาการเงินตึงตัว โดย 79.1% ไม่มีเงินออม และส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพเสริม ค่าใช้จ่ายหลักอยู่ที่อาหาร และเครื่องดื่ม รองลงมาคือ ชำระหนี้ และที่อยู่อาศัย
ด้านหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง พบกว่า 98% มีหนี้ โดยเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ยานพาหนะ และที่อยู่อาศัย ยอดหนี้เฉลี่ยเกือบ 5 แสนบาทต่อครัวเรือน (494,505 บาท) มีภาระผ่อนชำระเฉลี่ย 10,867 บาทต่อเดือน แม้ส่วนใหญ่ยังพยายามจ่ายหนี้เต็มจำนวน แต่กังวลภาระหนี้ ส่งผลให้คาดว่าการใช้จ่ายใน 3 เดือนข้างหน้าจะลดลงกว่า 50.6%
ทั้งนี้ แรงงานมองว่าราคาสินค้าส่งผลต่อการดำรงชีวิต งานยังมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง (ยกเว้นงานรับจ้าง) แต่ยังไม่วางแผนเกษียณ และกังวลภาวะเศรษฐกิจ โดยเห็นว่าค่าแรงที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 495 บาทต่อวัน หรือหากปรับขึ้นไม่ได้ ควรมีมาตรการช่วยเหลือด้านค่าเดินทาง พร้อมระบุว่า หากขึ้นค่าแรงแล้วทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น แรงงานกว่า 97% ยอมรับไม่ได้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


