จอห์น เลเบอร์ จาก IFC ประเทศไทยชี้ จุดอ่อน ‘จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ’ ในตลาดเกิดใหม่ เมื่อ ‘ราคาต่ำสุด’ ไม่ได้แปลว่า ‘คุ้มค่าที่สุด’ พร้อมเสนอตั้งกฎระเบียบปกป้องคนทำงาน และเพิ่มโอกาสให้ SME
นายจอห์น เลเบอร์ (John Leber) เจ้าหน้าที่การลงทุนอาวุโส บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) ประจำประเทศไทย ได้ระบุถึงประเด็นความท้าทายสำคัญในระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ในงาน "International Public Procurement 2026" โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาการยึดติดกับ "ราคาต่ำสุด" ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าเสมอไป พร้อมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาการจ่ายเงินล่าช้า และการสร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศกับการเปิดกว้างเพื่อการแข่งขัน
ตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมักจะมุ่งเน้นไปที่การเลือกข้อเสนอที่ให้ "ราคาต่ำที่สุด" ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ราคาที่ต่ำที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป
“เหมือนกับการซื้อรถยนต์ ที่ผู้ซื้อย่อมไม่ได้เลือกซื้อเพียงเพราะมันราคาถูกที่สุด แต่จะพิจารณาจาก "ความคุ้มค่า " ที่จะได้รับมากที่สุด ซึ่งภาครัฐก็ควรปรับเปลี่ยนมุมมองไปในทิศทางนี้เช่นกัน”
เสนอตั้ง 'กฎระเบียบ' ปกป้องคนทำงาน
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้กระบวนการของรัฐยังคงยึดติดกับราคาต่ำสุด คือปัญหา "ความโปร่งใสและคอร์รัปชัน" ทันทีที่มีการใช้ดุลยพินิจเพื่อเลือกโครงการจากคุณภาพที่ไม่ได้มีราคาต่ำที่สุด มักจะเกิดข้อครหาและข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสตามมา ทำให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐมักจะพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และกลัวที่จะถูกกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย แม้ว่าพวกเขาจะพยายามเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้รัฐก็ตาม
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เลเบอร์เสนอว่า หากประเทศไทยจะมีการร่างกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักพันล้าน ควรมีการนำองค์ประกอบด้าน "คุณภาพ" เข้ามาพิจารณาด้วย
สิ่งสำคัญคือต้องมีกฎระเบียบที่ออกแบบมาเพื่อ "ปกป้องผู้ตัดสินใจ" หากพวกเขาพิจารณาแล้วว่าข้อเสนอที่มีราคาสูงกว่านั้นมีคุณภาพดีกว่าและเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง โดยต้องมีขั้นตอนการป้องกันและตรวจสอบที่ชัดเจนรองรับ
สร้างสมดุลให้ SME กับบริษัทใหญ่
ในการเสวนา เลเบอร์ยังได้เปรียบเทียบแนวคิดระหว่างไทยและสิงคโปร์ โดยชี้ว่าไทยมีแนวทางที่มุ่งเน้นสร้างโอกาสและพัฒนาศักยภาพให้บริษัทและ SME ภายในประเทศ ในขณะที่สิงคโปร์เน้น "การเปิดกว้าง" ให้ผู้รับเหมาทั่วโลกเข้าแข่งขันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
เป้าหมายเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศและการมองหาบริการที่คุ้มค่าที่สุดนั้น ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน แต่สามารถทำควบคู่กันได้หากมีการวางโครงสร้างโครงการที่ดี
สำหรับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ที่ประเทศไทยพยายามผลักดัน รัฐอาจพิจารณาใช้โมเดล "Tender Light" หรือการประกวดราคา สำหรับสัญญาขนาดเล็ก เช่น สัญญามูลค่าไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 25 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดข้อจำกัดลง โดยรัฐยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ถือเป็นการลงทุนเพื่อสร้างประสบการณ์และศักยภาพให้กับ SME
ในขณะเดียวกัน รัฐต้องระวังไม่ให้เกิดการผูกขาดตลาด หรือกีดกันการแข่งขัน เพราะหากเอกชนรู้สึกว่าตลาดนี้เป็นพื้นที่ของตนเอง ก็อาจนำไปสู่การลดคุณภาพการบริการลง
แนะทางออก 'ปัญหาเบิกจ่ายล่าช้า'
สำหรับปัญหาที่ผู้รับเหมาไม่ได้รับเงินค่าจ้างตรงเวลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงผู้รับเหมาช่วงและลูกจ้างนั้น เลเบอร์มองว่าเป็นปัญหาด้าน "การออกแบบโครงการ" การระบุค่าปรับเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาเงินขาดมือได้
เลเบอร์เเสนอให้นำระบบแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เพื่อจัดการงบประมาณให้ไหลเวียนโดยอัตโนมัติ หรือนำระบบบัญชีดูแลผลประโยชน์ (Escrow account) หรือเลตเตอร์ออฟเครดิต (Letter of credit) มาใช้ในโครงการ เพื่อให้ผู้รับเหมาสามารถเบิกเงินสดมาหมุนเวียนได้ทันทีหากรัฐจ่ายเงินล่าช้าเกินกำหนด
ท้ายที่สุด เลเบอร์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดเก็บ "ข้อมูล (Data)" เพื่อติดตามว่านโยบายหรือกฎระเบียบใหม่ๆ มีประสิทธิภาพหรือไม่ หากมีข้อมูลสนับสนุนว่าโครงการกว่า 99% ที่ให้ SME เข้ามารับงานประสบความสำเร็จ ข้อมูลเหล่านี้ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในการเดินหน้าสนับสนุนระบบนี้ต่อไป รวมถึงสร้างบรรทัดฐานให้ทุกคนในระบบปฏิบัติตามกฎกติกาเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดแรงจูงใจในการ “ทุจริต” ลงได้


