นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้แทนจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร. หรือ JSCCIB) ได้ถ่ายทอดมุมมองและข้อกังวลของภาคเอกชนต่อระบบจัดซื้อจัดจ้างของไทยในงาน "International Public Procurement 2026" โดยย้ำชัดเจนว่าเอกชนไม่ได้มองภาครัฐเป็นเพียงผู้ว่าจ้าง และมองว่าการจัดซื้อจัดจ้างต้องเอื้อต่อการแข่งขันทั้งเรื่องของคุณภาพ ประสิทธิภาพและนวัตกรรม ไม่ใช่แค่ “ราคาต่ำสุด”
จากมุมมองของภาคเอกชนภายใต้การนำของ นายนาวา ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มีสมาชิกกว่า 140,000 ราย พบว่าระบบนี้กำลังเผชิญกับวิกฤติที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งเรื่องการคอร์รัปชัน การแก้ไขกฎหมาย เกณฑ์ และกฎระเบียบของการจัดซื้อจัดจ้าง ความโปร่งใสและระบบการทำงานที่ล่าช้า
‘คอร์รัปชัน’ เกิดขึ้นในจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมากที่สุด
จากการสำรวจของ ส.อ.ท. เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าการทุจริตที่พบมากที่สุดในประเทศไทยคือ การทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะปัญหาการล็อกสเปก
นายนาวาเล่าว่า ปัญหาหลักเกิดจากการใช้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างที่บังคับใช้มานานกว่า 9 ปี ซึ่งไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและบริบทของนักลงทุนต่างชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ขั้นตอนล่าช้า และทำให้เกิดการเลือกปฎิบัติและวามไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสงานของภาครัฐ ส่งผลให้ซีอีโอกว่า 65% มองว่า “การปฏิรูปกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” เป็นวาระเร่งด่วนที่สุด
กฎหมายและระเบียบในปัจจุบัน ทำให้รูปแบบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่กังวลเรื่องความเสี่ยง ซึ่งมักจะนำไปสู่การตัดสินใจเลือก "ผู้ที่เสนอราคาต่ำสุด" จนละเลยการพิจารณาด้านคุณภาพและต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผู้รับเหมาต้องกดต้นทุน ลดคุณภาพวัสดุ ใช้ทรัพยากรวิศวกรรมที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งนำไปสู่ความล่าช้าของโครงการ ปัญหาด้านความปลอดภัย และในท้ายที่สุด ต้นทุนรวมในการซ่อมแซมและแก้ไขอาจสูงกว่าราคาที่ประหยัดได้ในตอนแรกด้วยซ้ำ
กฏหมายไม่เอื้อ SME
น่าแปลกที่ธุรกิจ SME ซึ่งคิดเป็น 99% ของเหล่าธุรกิจในประเทศไทย ต้องเผชิญอุปสรรคมากมายในการเข้าถึงงานของรัฐ ปัญหาที่พบมีตั้งแต่การกำหนดคุณสมบัติและหลักประกันทางการเงินที่สูงเกินไป กระบวนการเอกสารที่ซับซ้อน ซึ่งเหมาะสำหรับบริษัทขนาดใหญ่มากกว่า ไปจนถึงขั้นตอนด้านเอกสารที่ซับซ้อน หรือการรวมโครงการเป็นขนาดใหญ่
สุดท้าย SME ขนาดเล็กถูกกันออกจากสนามแข่ง ทั้งๆ ที่การผลักดัน SME เข้าสู่ห่วงโซ่เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการการงงานในท้องถิ่นและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
‘ภาครัฐ’ จ่ายเงินล่าช้า ปัญหาลูกโซ่ทั้งซัพพลายเชน
หนึ่งในอุปสรรคที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับ SME คือการที่หน่วยงานรัฐจ่ายเงินล่าช้า โดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้าง
นายนาวายกตัวอย่างกรณีที่สมาชิกทำงานให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งเสร็จสิ้นไปแล้วถึง 8 เดือน แต่กลับยังไม่ได้รับเงิน แต่ทางผู้ประกอบการไม่กล้าร้องเรียนเพราะกลัวถูกขึ้นบัญชีดำ ปัญหานี้บังคับให้ภาคเอกชนต้องควักเงินทุนสำรองของตัวเองไปก่อน นำไปสู่ "ผลกระทบลูกโซ่" เมื่อผู้รับเหมาหลักไม่ได้เงิน ก็ไม่มีเงินไปจ่ายผู้รับเหมาช่วง และคนงานก่อสร้างก็ไม่ได้รับค่าจ้าง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่และสภาพคล่องของธุรกิจ
เพื่อแก้ปัญหานี้ ส.อ.ท. เสนอให้มีการกำหนดระยะเวลาการจ่ายเงินที่ชัดเจน เช่น ไม่เกิน 45 วัน และควรนำระบบประเมินผลมาใช้ หากหน่วยงานใดจ่ายเงินล่าช้า ควรมีการลดเกรดการประเมิน หรือแม้กระทั่งมีบทลงโทษต่อหัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ
บทบาท ‘เอกชน’ สร้างความโปร่งใส จัดซื้อจัดจ้าง
หนึ่งในทางออกที่ ส.อ.ท. สนับสนุนนโยบายของรัฐคือการให้ “แต้มต่อ” แก่ SME 10% และสินค้า Made in Thailand (MiT) 5% และขอร้องไม่ให้รัฐบาลยกเลิกการสนับสนุนนี้ ซึ่ง ส.อ.ท. รับหน้าที่ในการตรวจสอบและออกใบรับรอง MiT เพื่อป้องกันการสวมรอยนำสินค้าต่างชาติมาแอบอ้าง
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ต้องการให้กรมบัญชีกลางเปิดเผยข้อมูล TOR เพื่อให้เห็นข้อมูลว่าใครคือผู้ชนะการประมูลโครงการ ระยะเวลาการส่งมอบเป็นอย่างไร เพื่อให้ภาคเอกชนช่วยตรวจสอบความโปร่งใสได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งภาคเอกชนสามารถใช้ความรู้ในฐานะภาคอุตสาหกรรมเพื่อช่วยคัดกรองโอกาสในการเข้าถึงโครงการรัฐสำหรับผู้เล่นที่มีความเหมาะสมจริงๆ
นายนาวาเน้นย้ำว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไม่ควรวัดผลที่ "ราคาต่ำสุด" เพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นการสนับสนุนการจ้างงาน การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ และการส่งเสริมนวัตกรรม
ในขณะเดียวกัน ส.อ.ท. ก็มีแคมเปญในการพัฒนามาตรฐานของ SME ไทย เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องเป็น "เด็กทารก" ที่รอคอยการช่วยเหลือตลอดไป แต่สามารถเติบโตและแข่งขันได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน การที่รัฐบาลใหม่ได้ประกาศนโยบายฟื้นฟูและปฏิรูปกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง จึงถือเป็นข่าวดีที่ภาคเอกชนพร้อมจะติดตามและให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิด


