กระทรวงพลังงาน เดินหน้าปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งระบบครั้งใหญ่รอบกว่า 20 ปี โดยมีแผนที่จะใช้โครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดใหม่กำลังสร้างแรงกระเพื่อมให้กับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าเกินเดือนละ 400 หน่วย และภาคธุรกิจ
แนวทางการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 29 เม.ย.2569 และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้มีผลทันรอบบิลเดือนมิ.ย.2569 ยึดนโยบาย “ใช้น้อยจ่ายถูก ใช้มากจ่ายแพง”
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานกำลังหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยปัญหาหลักที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟสูง คือ การรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่มีภาระกำลังผลิตรวม 4,000 เมกะวัตต์ หรือ 10% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้า 3-5 บาทต่อหน่วย ทำให้เกิดภาระต้นทุนในค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 20 สตางค์ต่อหน่วย โดยเตรียมเปิดเจรจาผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเพื่อลดราคาลงให้เหมาะสมกับต้นทุน ซึ่งหากลดต้นทุนกลุ่มแอดเดอร์จะช่วยลดค่าไฟลง 10 สตางค์ต่อหน่วย โดยได้หารือสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายกรณีเกิดข้อพิพาท
“โซลาร์ควรอยู่ไม่เกิน 2.20 บาทต่อหน่วย ส่วนไบโอแมสต้องมาเจรจาราคาใหม่เพราะหลายโครงการคืนทุนแล้ว หากคุยไม่รู้เรื่องก็ต้องยกเลิก จะฟ้องก็ยินดี แต่จะปล่อยให้ค่าไฟแพงไม่ได้” นายเอกนัฏ กล่าว
กางโครงสร้างใหม่ 3 ระดับ อุ้มกลุ่มใช้ไฟน้อย
ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่แบบขั้นบันไดครอบคลุม 23.2 ล้านครัวเรือน โดยตั้งเป้าเริ่มใช้ในรอบบิลเดือนมิ.ย.2569 แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
1.กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 200 หน่วย (กลุ่มเป้าหมายหลัก) จะมุ่งเน้นช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน โดยกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ครอบคลุม 23.2 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็น
กลุ่มเดิมที่ใช้ไฟน้อยกว่า 200 หน่วย จำนวน 15.4 ล้านครัวเรือน และกลุ่มที่ใช้ไฟมากกว่า 200 หน่วยอีก 7.8 ล้านครัวเรือน ที่จะได้รับอานิสงส์จากการปรับโครงสร้าง
2.กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย (กลุ่มเรตปกติ) เป็นครัวเรือนใช้ไฟฟ้าระดับปานกลางคิดอัตราค่าไฟฟ้าเรตปกติที่ 3.95 บาทต่อหน่วย มีประชาชนกลุ่มนี้ 4.6 ล้านครัวเรือน
3.กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป (กลุ่มรอปรับอัตราใหม่) สำหรับบ้านเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงมี 3.2 ล้านครัวเรือน จะถูกปรับขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 4.50 บาทต่อหน่วย เป็นมากกว่า 5 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อหน่วย ดังนั้นแนะนำเพิ่มเติมสำหรับประชาชนกลุ่มนี้ควรพิจารณาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เป็นทางเลือกประหยัดค่าไฟฟ้า
“เอกนัฏ” ชี้กลุ่มผู้ใช้ไฟมากต้นเหตุนำเข้า LNG สูง
สำหรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดเดิมใช้มานานกว่า 20 ปี ไม่สะท้อนต้นทุนแท้จริง โดยผู้ใช้ไฟฟ้ามากเป็นกลุ่มที่ทำให้ประเทศต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟสูงกว่า 60% และต้องนำเข้า LNG ได้ 30% ซึ่งมีต้นทุนผันผวนตามโดยเฉพาะช่วงวิกฤติตะวันออกกลาง และหากลดนำเข้า LNG ลง 5-10% จะช่วยลดค่า Ft ได้อีก 10 สตางค์ต่อหน่วย
พร้อมกันนี้ รัฐบาลผลักดันการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้า 480-500 หน่วยขึ้นไป จะคุ้มค่าการลงทุน โดยระบบขนาด 2-3 กิโลวัตต์ ใช้งบ 60,000 บาท หากผ่อน 10 ปี ดอกเบี้ย 3% จะมีภาระเดือนละ 600 บาท แต่ลดค่าไฟได้ 300-400 หน่วยต่อเดือน หรือคิดเป็นค่าไฟ 1,500 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะหารือแนวทางสนับสนุนเพิ่ม เช่น การใช้งบกลาง เงินของการไฟฟ้า และเงินชอร์ตฟอลจากส่วนต่างต้นทุนก๊าซธรรมชาติของ ปตท.เพื่อมาลดภาระค่า Ft ตั้งเป้าหมายให้ค่าไฟเฉลี่ยลดเหลือ 3.50 บาทต่อหน่วย ในระยะถัดไป
นอกจากนี้ การแก้ปัญหาระยะยาวแนะนำให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟสูง และภาคอุตสาหกรรมเร่งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยรัฐบาลสนับสนุน ดังนี้
1. มาตรการทางภาษี สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200,000 บาท
2. แหล่งเงินทุน เตรียมจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อลดภาระเงินลงทุนเริ่มต้น ซึ่งคาดว่าจะคืนทุนภายใน 10 ปี และลดค่าใช้จ่ายรายเดือนได้มากกว่าครึ่ง
3. ระบบ Net Billing รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งจูงใจกว่าราคาซื้อจากโซลาร์ฟาร์ม
4. อำนวยความสะดวก โดยจะเร่งรัดขั้นตอนขออนุญาตติดตั้งให้รวดเร็วขึ้นผ่านระบบ One Stop Service จากเดิมที่อาจใช้เวลานานนับปี ให้เหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ หรือภายใน 30 วัน
“ผู้ผลิตไฟ” หนุนโมเดลค่าไฟขั้นบันได
นายนพเดช กรรณสูต นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (APPP) กล่าวว่า สมาคม ขานรับนโยบายปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดที่ลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย ครอบคลุม 14 ล้านครัวเรือน พร้อมร่วมมือภาครัฐผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และยั่งยืน
นอกจากนี้ สมาคม เป็นตัวแทนผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) กำลังผลิตรวม 9,050 เมกะวัตต์ ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 เพื่อแก้ไขปัญหาพลังงาน 5 ด้านหลัก ได้แก่
1.การเร่งรัดกลไก Cost Pass-through ให้โปร่งใส และทันท่วงที
2.การกำหนดค่า Ft แบบ 2 กลุ่ม (2-Tier) เพื่อปกป้องผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย
3.การปรับโครงสร้างราคาก๊าซสู่ระบบ Single Pool Gas
4.การส่งเสริม Demand Response ในภาคอุตสาหกรรม
5.การยกระดับกลไกบริหารวิกฤติพลังงานโดยเปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในคณะทำงาน
“ส.อ.ท.” แนะรัฐแยกค่าไฟภาคผลิต
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเป็นนโยบายเชิงประชานิยมที่ลดภาระค่าครองชีพให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มเปราะบาง โดย ส.อ.ท.กังวลหากรัฐบาลนำโมเดลค่าไฟแบบขั้นบันไดมาใช้กับภาคอุตสาหกรรมจะกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมหนักที่เป็นต้นน้ำ
นายเกรียงไกร กล่าวว่า กลุ่มที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย (บ้านที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือมีเครื่องใช้ไฟฟ้าน้อย) จะได้ใช้ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย ถูกกว่าอัตราเดิมที่ 3.88 บาท
ขณะที่กลุ่มที่ใช้ไฟ 201-400 หน่วย ต้องจ่ายในอัตราใหม่ที่ 3.95 บาท (เพิ่มขึ้น 7 สตางค์) และกลุ่มที่ใช้เกิน 400 หน่วยขึ้นไปที่เป็นบ้านใหญ่มีกำลังซื้อสูงที่รัฐบาลมองเป็นกลุ่มมีศักยภาพใช้จ่าย และควรส่งเสริมให้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
“ในมุมของภาคสังคม การช่วยผู้มีรายได้น้อยถือเป็นเรื่องดี และตรงประเด็น เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายในภาวะที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัว และยังเป็นการส่งสัญญาณให้เกิดการประหยัดพลังงานในภาคประชาชนด้วย” นายเกรียงไกร กล่าว
ภาคอุตฯ “คนละแพ็กเกจ” อย่าใช้เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ควรนำตรรกะใช้เยอะจ่ายแพงมาใช้กับภาคอุตสาหกรรมได้เหมือนภาคครัวเรือน เพราะภาคธุรกิจ และโรงงานมีลักษณะใช้ไฟต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่แม้เป็นรายเล็กแต่ปริมาณการใช้ไฟมักเกิน 400 หน่วย หากต้องอยู่เกณฑ์เดียวกับบ้านใหญ่ที่ต้องจ่ายค่าไฟแพงจะทำให้ SME ได้รับผลกระทบหนักจนอาจอยู่ไม่รอด
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูง (Energy Intensive) หากรัฐบาลไม่มีนโยบายอุดหนุนหรือแยกอัตราค่าไฟให้ชัดเจน แต่ไปเพิ่มต้นทุนจะทำให้อุตสาหกรรมสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
หวั่นกระทบความมั่นคง อุตฯ ต้นน้ำอ่วม
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ หากต้นทุนค่าไฟในประเทศสูงเกินไป จะทำให้ผู้ประกอบการไม่แบกรับภาระไม่ได้ และท้ายที่สุดไทยต้องพึ่งการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะจากจีนที่มีต้นทุนถูกกว่า ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ชาติ
“อุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างเหล็ก ต้องมีอยู่ในประเทศเพื่อความมั่นคง หากเราพึ่งพาแต่การนำเข้า เมื่อเกิดสงครามหรือความผันผวนของนโยบายเศรษฐกิจโลก เราจะตกอยู่ในสถานะที่ลำบากมาก รัฐบาลต้องมองโมเดลในต่างประเทศที่เขาให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านี้ ไม่ใช่ยิ่งใช้เยอะยิ่งเก็บแพง เพราะนี่คือ ต้นทางของอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งหมด” นายเกรียงไกร กล่าว
เปิด 3 ข้อเสนอ ส.อ.ท. ต่อรัฐบาล
ขณะนี้ภาคเอกชนยังคงรอความชัดเจนจากรัฐบาลเกี่ยวกับแพ็กเกจค่าไฟในภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจ จึงขอเสนอแนะแนวทางไว้ดังนี้
1.แยกโครงสร้างค่าไฟภาคผลิตออกจากภาคครัวเรือน ไม่ใช้โมเดลขั้นบันไดที่ลงโทษผู้ใช้ไฟปริมาณมาก
2.นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมหนัก รัฐบาลควรมีเงินอุดหนุน (Subsidize) หรือมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน
3.มาตรการเสริมสำหรับโซลาร์รูฟ นอกจากเชิญชวนให้ติดตั้ง รัฐควรมีแพ็กเกจสนับสนุนด้านการลงทุนเพื่อให้ผู้ประกอบการ และภาคครัวเรือนขนาดใหญ่เข้าถึงได้ง่าย และรวดเร็วขึ้น
มัดมือชก “บ้านใหญ่ช่วยบ้านเล็ก”
นักวิชาการด้านพลังงาน เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กลไกการคิดค่าไฟฟ้าอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับบ้านอยู่อาศัยชัดเจนขึ้น เพื่อเป็นมาตรการทางภาษี และราคามาบีบให้ใช้ไฟมีประสิทธิภาพขึ้นหรือบีบให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ลดใช้พลังงาน
สำหรับแกนกลางของนโยบาย คือ “บ้านใหญ่ช่วยบ้านเล็ก” เพื่อนำเงินส่วนต่างไปอุดหนุนผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย แม้ด้านประสิทธิภาพพลังงานจะแนวทางที่ดี แต่อาจกลายเป็นความไม่ธรรมสำหรับผู้ไม่มีทางเลือกเวลาใช้ไฟ
“สำหรับคนที่มีทางเลือกมีทุน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามคำแนะนำรัฐบาลอาจเป็นทางออกลดค่าใช้จ่าย แต่สำหรับบ้านหรือธุรกิจที่เลือกไม่ได้ พวกเขาเหมือนถูกมัดมือชกให้เสียค่าไฟราคาสูงขึ้น” แหล่งข่าวกล่าว
“SME ตึกแถว” เปราะบางสุดในวงจรค่าไฟใหม่
กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดภายใต้โครงสร้างนี้ไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เนื่องจากโรงงานส่วนใหญ่ใช้การคิดค่าไฟแบบ TOU (Time of Use) ซึ่งสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ด้วยการเลี่ยงไปผลิตในช่วงเวลากลางคืน แต่กลุ่ม SME และ กลุ่มกึ่งที่อยู่อาศัยกึ่งธุรกิจ เช่น ร้านทำผม คาเฟ่ หรือร้านค้าในอาคารพาณิชย์ กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
แหล่งข่าวกล่าวว่า ธุรกิจตึกแถวมักใช้ชั้นล่างทำธุรกิจ และชั้นบนเป็นที่พักอาศัย ทำให้การใช้ไฟฟ้าเกือบทั้งหมดอยู่เกณฑ์อัตราก้าวหน้าของบ้านอยู่อาศัย และที่สำคัญเลี่ยงเวลาไม่ได้เพราะลูกค้ามาใช้บริการช่วงกลางวันที่เป็นช่วงค่าไฟแพงสุด และทำงานเป็นกะกลางคืนแบบโรงงานไม่ได้
สมาพันธ์เอสเอ็มอีหนุนค่าไฟขั้นบันได
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบแบ่งเป็น 3 กลุ่ม เป็นแนวทางที่ถูกทิศทางในการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง และผู้มีรายได้น้อย การตรึงราคาค่าไฟเพียงอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีมาตรการเชิงรุกมาเสริม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านการใช้พลังงาน
ทั้งนี้ ขอให้เร่งขับเคลื่อนมาตรการ “รวมพลังคนไทยช่วยชาติประหยัดพลังงาน” ผ่านการบูรณาการของหน่วยงานในระบบ 3 การไฟฟ้า ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงภาคการเงินของรัฐ โดยเฉพาะการจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้ครัวเรือน ภาคเกษตร และเอสเอ็มอี ควบคู่กับการสร้างองค์ความรู้ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


