"เอกนิติ-ศุภจี" ประสานเสียงโชว์ผลงานกวาดล้างสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาครึ่งปีแรก ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายพุ่งทะลุ 2.3 พันล้านบาท โต 78% ชี้เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เร่งเครื่องนโยบาย Trade Plus ตัดวงจรของปลอมทั้งออฟไลน์และออนไลน์ หวังดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกระดับการค้าไทยสู่มาตรฐานสากล
วันที่ 27 เม.ย. 2569 ณ กรมศุลกากร นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ร่วมกันแถลงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารอบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ภายใต้ข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กำชับให้ยกระดับมาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ
นายเอกนิติ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการเชิงรุกในช่วง 6 เดือนแรก ระหว่างเดือน ต.ค. 2568 ถึง มี.ค. 2569 ว่า การบูรณาการกำลังจากกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 332 คดี พร้อมยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท
โดยการพุ่งเป้าทลายแหล่งค้า โกดังเก็บสินค้า และด่านศุลกากร ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายจากการจับกุมในรอบนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 78% เมื่อเทียบกับสถิติทั้งปีงบประมาณ 2568 ที่มีมูลค่า 1,300 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินความเสียหายที่มหาศาลนี้ไม่เพียงแต่บ่อนทำลายเศรษฐกิจ แต่ยังฉุดรั้งภาพลักษณ์ด้านการลงทุนของไทยในระยะยาวอีกด้วย
นางศุภจี ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของมิติด้านการค้าว่า การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ทั้งยังเป็นการทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการสุจริตไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าเถื่อนได้ การกวาดล้างอย่างจริงจังจึงสอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มแข็ง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสเป็นธรรม เพื่อเป็นเกราะคุ้มครองนักลงทุนและผู้บริโภคที่อาจได้รับอันตรายจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมเดินหน้าขยายผลการปราบปรามเพื่อตัดวงจรและปิดช่องโหว่ถึงระดับต้นตอ โดยจะเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย และประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสกัดกั้นการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์บนโลกดิจิทัล ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยให้มีระบบการคุ้มครองสิทธิเทียบเท่ามาตรฐานสากล
ทั้งนี้ ภาครัฐได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ยึดหลักไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยสามารถร่วมแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1368 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เคารพกติกาทางการค้าอย่างยั่งยืน


