วันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ ชูยุทธศาสตร์จัดซื้อจัดจ้างรัฐ กำหนดทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

‘เอกนิติ’ ชูยุทธศาสตร์จัดซื้อจัดจ้างรัฐ กำหนดทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วันที่ 27 เม.ย.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน International Public Procurement Conference 2026 (IPPC 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับกรมบัญชีกลาง กลุ่มธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านบทบาทของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีความซับซ้อนและไม่แน่นอน

นายเอกนิติ กล่าวว่า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั่วโลกมีสัดส่วนสูงถึง 12% ของ GDP โลก และอาจสูงถึง 20% ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้จ่ายของรัฐมีผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมของตลาดและโครงสร้างเศรษฐกิจ 

“งานจัดซื้อจัดจ้างเคยถูกมองว่าเป็นเพียงงานธุรการ ได้กลายเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายทางยุทธศาสตร์ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ชี้นำตลาด และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ดังนั้นการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อสินค้าอีกต่อไป แต่คือการกำหนดอนาคตของเศรษฐกิจ”

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า คำถามในปัจจุบันไม่ใช่แค่รัฐบาลใช้เงินไปเท่าใด แต่คือใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน ขนาดของการใช้จ่ายอาจทำให้รัฐบาลมีอำนาจ แต่ผลกระทบที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลใช้อำนาจนั้นอย่างชาญฉลาดเพียงใดเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เพื่อตอบรับความท้าทายดังกล่าว ประเทศไทยได้ขับเคลื่อนนโยบายผ่าน “ยุทธศาสตร์ 4T” ประกอบด้วย Target การกำหนดเป้าหมายการใช้ทรัพยากรให้ตรงจุด Transition การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและพลังงานหมุนเวียน Transformation การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและทุนมนุษย์ และ Together การร่วมมือกันของทุกภาคส่วน

‘เอกนิติ’ ชูยุทธศาสตร์จัดซื้อจัดจ้างรัฐ กำหนดทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สำหรับการนำวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติ รัฐบาลกำลังเดินหน้าผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ การจัดซื้อจัดจ้างระบบดิจิทัล (Digital Procurement) การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) และการจัดซื้อจัดจ้างด้านนวัตกรรม (Innovation Procurement) ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างยุคใหม่ไม่ใช่แค่การเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการที่ทั้งสามองค์ประกอบนี้ต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งข้อมูลในปี 2568 พบว่ามีผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมเป็นคู่สัญญากับภาครัฐเพิ่มขึ้นถึง 8.9%

“การจัดซื้อจัดจ้างยุคใหม่ไม่ใช่แค่การเป็นระบบดิจิทัล การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หรือการใช้นวัตกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการที่ทั้งสามองค์ประกอบนี้ต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ”

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงเดินหน้าลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเชื่อมโยงระบบ eGP เข้ากับแพลตฟอร์มทางการเงินของธนาคารภายใต้ชื่อ PromptBiz รวมถึงสนับสนุนนโยบาย Made in Thailand เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยทรัพยากรภายในประเทศ ซึ่งในท้ายที่สุด เมื่อระบบเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการระดับฐานราก ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

"คุณค่าที่แท้จริงของการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ใช่เพียงแค่การประหยัดต้นทุนเพื่อให้ได้ราคาที่ต่ำที่สุด แต่คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคม เพราะเรื่องนี้คือบทพิสูจน์ว่าประเทศชาติจะเติบโตขึ้นได้อย่างไร และประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดในรูปแบบใด"