วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ ชูยุทธศาสตร์จัดซื้อจัดจ้างรัฐ กำหนดทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

“เอกนิติ” ชูยุทธศาสตร์ 4T ยกระดับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กระตุ้นเม็ดเงิน 12% ของจีดีพี ดันเอสเอ็มอีเข้าถึงงานรัฐเพิ่มขึ้น 8.9% พร้อมหนุนสินค้า Made in Thailand ย้ำเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างมูลค่าเพิ่ม

KEY POINTS

  • นายเอกนิติชี้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้เปลี่ยนบทบาทจากงานธุรการมาเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ
  • รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ "4T" Target, Transition, Transformation, Together เพื่อเป็นกรอบในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • การนำยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติจะอาศัย 3 เสาหลักที่ต้องทำงานร่วมกัน คือ การจัดซื้อจัดจ้างระบบดิจิทัล (Digital), สีเขียว (Green) และด้านนวัตกรรม (Innovation)
  • นโยบายมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้สังคมโดยรวม พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และส่งเสริมนโยบาย Made in Thailand แทนการมุ่งเน้นที่ราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว

วันที่ 27 เม.ย.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน International Public Procurement Conference 2026 (IPPC 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับกรมบัญชีกลาง กลุ่มธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านบทบาทของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีความซับซ้อนและไม่แน่นอน

นายเอกนิติ กล่าวว่า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั่วโลกมีสัดส่วนสูงถึง 12% ของ GDP โลก และอาจสูงถึง 20% ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้จ่ายของรัฐมีผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมของตลาดและโครงสร้างเศรษฐกิจ 

“งานจัดซื้อจัดจ้างเคยถูกมองว่าเป็นเพียงงานธุรการ ได้กลายเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายทางยุทธศาสตร์ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ชี้นำตลาด และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ดังนั้นการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อสินค้าอีกต่อไป แต่คือการกำหนดอนาคตของเศรษฐกิจ”

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า คำถามในปัจจุบันไม่ใช่แค่รัฐบาลใช้เงินไปเท่าใด แต่คือใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน ขนาดของการใช้จ่ายอาจทำให้รัฐบาลมีอำนาจ แต่ผลกระทบที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลใช้อำนาจนั้นอย่างชาญฉลาดเพียงใดเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เพื่อตอบรับความท้าทายดังกล่าว ประเทศไทยได้ขับเคลื่อนนโยบายผ่าน “ยุทธศาสตร์ 4T” ประกอบด้วย Target การกำหนดเป้าหมายการใช้ทรัพยากรให้ตรงจุด Transition การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและพลังงานหมุนเวียน Transformation การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและทุนมนุษย์ และ Together การร่วมมือกันของทุกภาคส่วน

‘เอกนิติ’ ชูยุทธศาสตร์จัดซื้อจัดจ้างรัฐ กำหนดทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สำหรับการนำวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติ รัฐบาลกำลังเดินหน้าผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ การจัดซื้อจัดจ้างระบบดิจิทัล (Digital Procurement) การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) และการจัดซื้อจัดจ้างด้านนวัตกรรม (Innovation Procurement) ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างยุคใหม่ไม่ใช่แค่การเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการที่ทั้งสามองค์ประกอบนี้ต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งข้อมูลในปี 2568 พบว่ามีผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมเป็นคู่สัญญากับภาครัฐเพิ่มขึ้นถึง 8.9%

“การจัดซื้อจัดจ้างยุคใหม่ไม่ใช่แค่การเป็นระบบดิจิทัล การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หรือการใช้นวัตกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการที่ทั้งสามองค์ประกอบนี้ต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ”

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงเดินหน้าลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเชื่อมโยงระบบ eGP เข้ากับแพลตฟอร์มทางการเงินของธนาคารภายใต้ชื่อ PromptBiz รวมถึงสนับสนุนนโยบาย Made in Thailand เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยทรัพยากรภายในประเทศ ซึ่งในท้ายที่สุด เมื่อระบบเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการระดับฐานราก ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

"คุณค่าที่แท้จริงของการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ใช่เพียงแค่การประหยัดต้นทุนเพื่อให้ได้ราคาที่ต่ำที่สุด แต่คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคม เพราะเรื่องนี้คือบทพิสูจน์ว่าประเทศชาติจะเติบโตขึ้นได้อย่างไร และประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดในรูปแบบใด"