วันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2569

Login
Login

สบน.กระจายเครื่องมือกู้เงิน รับผลสงครามป่วนบอนด์ยีลด์

สบน.กระจายเครื่องมือกู้เงิน รับผลสงครามป่วนบอนด์ยีลด์

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ได้ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 10 bps(Basis Points) ซึ่งเป็นผลกระทบจากกระแสข่าวการเตรียมปรับขึ้นเพดานหนี้ และการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท ประกอบกับแรงกดดันจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ขยับตัวสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การคาดการณ์ทิศทางเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ เมื่อประเมินแนวโน้มบอนด์ยีลด์ในระยะต่อไป สบน. มองว่าตลาดจะได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กดดันให้ราคาพลังงาน และเงินเฟ้อโลกปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้บอนด์ยีลด์ทั่วโลกในรุ่นระยะปานกลางถึงยาวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดี ระดับความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงครามที่จะต้องติดตามเป็นรายวัน

นางจินดารัตน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการกำหนดนโยบายการเงินทั่วโลก ซึ่งเป็นตัวกำหนดต้นทุนเครื่องมือกู้เงินระยะสั้นของรัฐบาลนั้น กำลังเผชิญความท้าทายจากความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง ตลาดจึงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางส่วนใหญ่จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมเพื่อรอดูสถานการณ์ ทำให้คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลรุ่นระยะสั้นจะยังไม่ได้รับผลกระทบมากนักในปัจจุบัน

ทั้งนี้ พอร์ตหนี้ของรัฐบาลไทยในปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้ที่ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่สูงถึง 87% จึงเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ทำให้รัฐบาลได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาดค่อนข้างน้อย

สบน.เล็งกระจายเครื่องมือการกู้เงิน 

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการรับมือกับความผันผวน และลดผลกระทบของการกู้เงินเพิ่มต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร สบน. ได้เตรียมกลยุทธ์กระจายเครื่องมือการกู้เงินให้มีความหลากหลายครอบคลุมทุกมิติ โดยเครื่องมือที่จะนำมาใช้ประกอบด้วย พันธบัตรรัฐบาลที่จำหน่ายให้แก่สถาบัน พันธบัตรออมทรัพย์ พันธบัตรสีเขียว (Green Bond) ตั๋วเงินคลัง และสินเชื่อระยะยาว (Term Loan)

“ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใดๆ โดยที่สถานการณ์ยังไม่มีความชัดเจนอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดี สบน. จึงจะเน้นการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและสื่อสารกับผู้ร่วมตลาดอย่างต่อเนื่อง”

โดยเมื่อสถานการณ์มีความชัดเจน จะนำข้อมูลมาพิจารณาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดกลยุทธ์การกู้เงินที่เหมาะสมที่สุด พร้อมแจ้งให้นักลงทุนทราบ เพื่อคงความโปร่งใส และเปิดทางให้นักลงทุนสามารถวางแผนบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างเหมาะสม

ต้นทุนกู้ยืมไทยต่ำหนุนเสถียรภาพการคลัง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของไทย อยู่ที่ระดับ 2.137% ใกล้เคียงสิงคโปร์ที่ 2.121% และต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งมาเลเซียที่ 3.568% เวียดนาม 4.366% อินโดนีเซีย 6.715% และฟิลิปปินส์ 6.812% สะท้อนต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวของไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาค แม้เผชิญแรงกดดันแนวโน้มภาวะดอกเบี้ยโลกขาขึ้น โดยระดับยีลด์ของไทยยังต่ำกว่าสหรัฐที่ 4.310%

แนวโน้มดังกล่าวถูกสะท้อนผ่านมุมมองล่าสุดของ Moody's ที่ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิต (outlook) ของไทย โดยชี้ว่าความสามารถในการกู้ยืมภายใต้ต้นทุนที่ต่ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงความแข็งแกร่งทางการคลัง 

IMF เตือนเอเชียเสี่ยงภาวะช็อกพลังงาน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียเริ่มต้นปี 2569 ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากภาษีนำเข้าสหรัฐที่ต่ำกว่าคาด วัฏจักรเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งซึ่งช่วยหนุนการส่งออก และสภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลาย ปัจจัยบวกดังกล่าวช่วยชดเชยแรงกดดันจากภาวะช็อกพลังงาน ทำให้ IMF ยังคงประมาณการ การเติบโตล่าสุดของเอเชียโดยรวมใกล้เคียงกับตัวเลขในเดือนม.ค.

“นี่คือ แรงกระแทกที่จะส่งผลกระทบต่อเอเชียมากกว่าภูมิภาคอื่น” กฤษณา ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียแปซิฟิก ของ IMF กล่าว “สิ่งที่เราจะเห็นคือ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น การเติบโตที่อ่อนแอลง และดุลบัญชีเดินสะพัดที่อ่อนแอลง”

ในรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเม.ย.2569 ไอเอ็มเอฟคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเป็น 3 ฉากทัศน์คือ 1.ฉากทัศน์อ้างอิง สมมติว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นในระยะสั้น และราคาสินค้าพลังงานเพิ่มขึ้นปานกลางที่ 19% จะทำให้การเติบโตของโลกอยู่ที่ 3.1% และเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4.4%

ฉากทัศน์เลวร้ายสุดเงินเฟ้อแตะ 6%

2. กรณีฉากทัศน์ที่เลวร้าย หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซนานขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานเสียหายเพิ่มเติม ราคาพลังงานจะพุ่งสูงขึ้นรุนแรง คาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น และสภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้น การเติบโตจะลดลงเหลือ 2.5% และเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.4%

3. กรณีฉากทัศน์ที่รุนแรง หากการหยุดชะงักลากยาวไปถึงปีหน้า ความคาดการณ์เงินเฟ้อขาดเสถียรภาพ และสภาวะทางการเงินตึงตัวอย่างรุนแรง การเติบโตของโลกจะลดลงเหลือ 2% ทั้งในปีนี้และปีหน้า ขณะที่เงินเฟ้ออาจสูงเกิน 6%อ้างอิง

สำหรับเศรษฐกิจเอเชียจะชะลอลงจาก 5% ในปีที่แล้ว เหลือ 4.4% ในปี 2569 และ 4.2% ในปี 2570 แต่ภายใต้กรณีเลวร้าย การเติบโตของเอเชียอาจลดลงสะสมอีก 1-2 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในปี 2570 ส่วนเศรษฐกิจในกลุ่ม 5 ประเทศอาเซียน (Asean-5) จะอยู่ที่ 4.1% ในปีนี้ ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้เดิม 0.1 จุดเปอร์เซนต์

IMFแนะใช้เครื่องมือคลังรอบคอบ

ผอ.ฝ่ายเอเชียแปซิฟิกของ IMF ยังตอบคำถามถึงหนี้สาธารณะของไทยซึ่งอยู่ที่ราว 65-66% ของจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกับมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ว่า อยู่ในระดับค่อนข้างสูงในกลุ่มอาเซียน แต่ก็ยังไม่ใช่ประเทศที่มีความเปราะบางที่สุด

“ไทยมีหนี้อยู่ในระดับค่อนข้างสูง แต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่อ่อนแอที่สุดเมื่อเทียบระดับหนี้” เขากล่าว “แต่ก็ยิ่งทำให้ต้องใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างรอบคอบ” พร้อมย้ำว่าประเทศต่างๆ ในเอเชีย ต้องทำให้แน่ใจว่ามาตรการช่วยเหลือทางการคลังมีความตรงจุด ทันเวลา และมุ่งไปยังกลุ่มที่จำเป็นจริงๆ

ในรายงาน EAP Economic Update ฉบับล่าสุดเดือนเม.ย. 2569 เวิลด์แบงก์ยังได้ “ปรับลด” คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เหลือ 1.3% จากคาดการณ์ฉบับเดิมเมื่อเดือนต.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งให้ไว้ที่ 1.8% โดยนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ประเมินไว้

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์