วันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2569

Login
Login

ฉากทัศน์ใหม่ ‘สงครามตะวันออกกลาง’ รัฐห่วงลากยาวถึงปี 70 ฉุด GDP ดันเงินเฟ้อพุ่ง!

ฉากทัศน์ใหม่ ‘สงครามตะวันออกกลาง’ รัฐห่วงลากยาวถึงปี 70 ฉุด GDP ดันเงินเฟ้อพุ่ง!

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะยุติลงได้เมื่อไหร่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งเศรษฐกิจไทย โดยล่าสุดหน่วยงานที่มีหน้าที่ติดตาม และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจ ที่ใช้ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับจีดีพีเหลือ 1.4% จากเดิม 2% ซึ่งใกล้เคียงกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ลดลงเหลือ 1.5% ขณะที่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2569 อยู่ที่ 2.5 – 3.5%

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าในการประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจเพื่อจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 สศช.ได้จัดทำฉากทัศน์ (Scenarios) ที่เป็นไปได้ และนัยต่อเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางโดยประเมินจากสถานการณ์ล่าสุด แบ่งเป็น 3 Scenarios ดังนี้

1.สงครามสิ้นสุดลงภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การเจรจาระหว่างสองฝ่ายได้ข้อตกลงส่งผลให้การปะทะกันทางการทหารสิ้นสุดลง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การฟื้นฟูโครงสร้างด้านพลังงาน และการขนส่งเป็นไปตามลำดับ ส่งผลให้ระดับราคาพลังงาน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

  • กรณีสงครามจบในเดือนมิ.ย.ลุ้น GDP โต 1.4% 

ในฉากทัศน์นี้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีในปี 2569 จะอยู่ที่เฉลี่ย 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ในปี 2570 จะอยู่ที่เฉลี่ย 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อในปี 2569 อยู่ที่ 2.9% ในปี 2569 และลดลงเหลือ 1% ในปี 2570 ส่วนการขยายตัวของจีดีพีปี 2569 จะขยายตัวได้ 1.4% และจีดีพีปี 2570 จะขยายตัวได้ 2.2%

  • สงครามจบปลายปีเกิด Stagflation

2.สงครามยืดเยื้อ และคาดว่าจะสิ้นสุดลงภายในช่วงครึ่งปีหลังปี 2569 โดยในสถานการณ์ตามฉากทัศน์นี้ การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ และพลังงานออกจากตะวันออกกลางยังเป็นไปอย่างจำกัด ส่งผลให้ราคาพลังงาน ทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2569 และเกิดการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน โลกจนทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเงินเฟ้อสูง (Stagflation) แรงกดดันด้านเงินเฟ้อโลกปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ธนาคารกลางมีแนวโน้มดำเนิน นโยบายการเงินที่เข้มงวด

ในฉากทัศน์นี้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีในปี 2569 จะอยู่ที่เฉลี่ย 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ในปี 2570 จะอยู่ที่เฉลี่ย 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อในปี 2569 อยู่ที่ 4.6% ในปี 2569 และลดลงเหลือ 1.5% ในปี 2570 ส่วนการขยายตัวของจีดีพีปี 2569 จะขยายตัวได้ 0.8% และจีดีพีปี 2570 จะขยายตัวได้ 2.0%

3.สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาค ตะวันออกกลาง และ มีความยืดเยื้อตลอดทั้ง ปี 2569 และคาดว่า ะสิ้นสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายยังมีความยืดเยื้อ และไม่มีข้อยุติในปี 2569 การปะทะกันทางทหาร และการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง การส่งออกพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ยังเป็นไปอย่างจำกัด โดยสงครามสิ้นสุดลงภายในครึ่งแรกของปี 2570

  • เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าภาวะถดถอย

ส่งผลให้ระดับราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ ในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปี 2570 การฟื้นฟูโครงสร้างด้านพลังงาน และการขนส่งเป็นไปอย่างล่าช้า และทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องแม้สงครามจะสิ้นสุดลง เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย (Global Recession)

 

 

 

 

 

ในฉากทัศน์นี้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีในปี 2569 จะอยู่ที่เฉลี่ย 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ในปี 2570 จะอยู่ที่เฉลี่ย 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อในปี 2569 อยู่ที่ 4.9% ในปี 2569 และลดลงเหลือ 1.8% ในปี 2570 ส่วนการขยายตัวของจีดีพีปี 2569 จะขยายตัวได้ 0.7% และจีดีพีปี 2570 จะขยายตัวได้ 1.4%

  • เปิดปัจจัยบวก-ลบ เศรษฐกิจไทย

สำหรับมุมมองที่มีต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 - 2570 สศช.ระบุว่ามีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ดังนี้

ปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 – 2570  ได้แก่

1.การฟื้นตัวของการส่งออก: ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และปริมาณการค้าโลก ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลง และทิศทางการดำเนินนโยบายการค้าโลกที่ชัดเจนมากขึ้น 

2.การขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่องของอุปสงค์ภายในประเทศ: ทั้งการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน สอดคล้องกับการฟื้นตัวของการส่งออก 

3.การปรับตัวดีขึ้นของภาคการท่องเที่ยว: ตามแนวโน้มการกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้นภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งสิ้นสุดลง 

4.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนภาคเอกชน: โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนในสาขาด้านดิจิทัล ซึ่งคาดว่าจะสนับสนุนภาคการผลิต และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับมูลค่าการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในระดับสูงในช่วงที่ผ่านมา 

5.การเพิ่มขึ้นจากแรงส่งจากการใช้จ่ายภาครัฐ: ตามกรอบงบประมาณประจำปี 2569 ที่เพิ่มสูงขึ้น

ส่วนข้อจำกัดที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 - 2570 ได้แก่

1.การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ: ที่จะเป็นข้อจำกัดต่อภาคการผลิต และการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่มีสหรัฐ เป็นตลาดส่งออกหลัก อาทิ อุปกรณ์ และชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็ก และอะลูมิเนียม 

2.ภาระหนี้สินของภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจที่อยู่ในเกณฑ์สูง: โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครัวเรือนที่เปราะบาง และผู้ประกอบการ SMEs 

3.ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยงที่จะยืดเยื้อ และส่งผลกระทบรุนแรงต่อระดับราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ รวมถึงนำไปสู่ข้อจำกัดในห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply chain disruption) 

4.การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และความผันผวนในตลาดการเงินโลก: โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงผลจากการบังคับใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก 

5.ความเสี่ยงต่อผลผลิตในภาคเกษตร: จากแนวโน้มการเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ที่จะส่งผลต่อปริมาณฝนในช่วงฤดูเพาะปลูก รวมถึงปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยเคมีที่อาจจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตในภาคเกษตรกรรม 

6.หนี้สินอยู่ในระดับสูง: ทั้งหนี้สินครัวเรือน และภาคธุรกิจอันจะส่งผลต่อการขยายตัวของการบริโภค และการลงทุน และหนี้สินภาครัฐที่จะเป็นข้อจำกัดต่อแรงขับเคลื่อนทางการคลัง 

7.ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: ที่อาจยืดเยื้อ และยกระดับความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ และการค้าโลก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 

8.ความผันผวนของตลาดการเงิน: ท่ามกลางภาวะการเงินที่มีแนวโน้มตึงตัว และความกังวลต่อแนวโน้มการปรับตัวเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืม อันจะส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน 

9.ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก: ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเกษตร รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์