วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน 2569

Login
Login

ธ.ก.ส.ปรับทัพปี 69 รุกสินเชื่อนอกเกษตรพยุงฐานราก ตั้งสำรอง 400% รับวิกฤติ

ธ.ก.ส.ปรับทัพปี 69 รุกสินเชื่อนอกเกษตรพยุงฐานราก ตั้งสำรอง 400% รับวิกฤติ

ธ.ก.ส. กางแผนยุทธศาสตร์ปีบัญชี 2569 รับมือแรงกระแทกจากวิกฤติรอบด้าน เดินหน้าอัดสินเชื่อใหม่ 3 หมื่นล้านบาท โฟกัสเจาะพอร์ตนอกภาคเกษตรหวังใช้รายได้พยุงเศรษฐกิจฐานราก ย้ำชัดจุดยืนไม่หั่นขายหนี้เสียให้ AMC เพื่อรักษาที่ดินทำกินของเกษตรกร ดันตั้งสำรองพุ่งทะลุ 400% ควบคู่เร่งเครื่องปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ขับเคลื่อนอนาคต

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ทิศทางการบริหารงาน ธ.ก.ส. ในปีบัญชี 2569 จะมุ่งเน้นการตั้งรับและบริหารจัดการความเสี่ยง ท่ามกลางภาวะวิกฤตที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ปัจจุบันทั้งธนาคารและเกษตรกรต้องเผชิญกับผลกระทบในหลายมิติ ทั้งภัยธรรมชาติอย่างปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง ปัญหาความไม่สงบและสงครามทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาปุ๋ยและราคาน้ำมัน ไปจนถึงปัญหาผลผลิตทางการเกษตรเฉพาะหน้า เช่น บัว กุ้ง ปลาหมอคางดำ และมันสำปะหลัง

ด้วยความเปราะบางของปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ เป้าหมายหลักของ ธ.ก.ส. ในปีบัญชี 2569 จึงไม่ใช่การแสวงหากำไรสูงสุด แต่เป็นการให้น้ำหนักกับการรักษาสมดุล (Balance) ของสัดส่วนทางการเงินที่สำคัญ ทั้งระดับหนี้เสีย (NPL) ภาระการตั้งสำรอง และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income) เพื่อให้ธนาคารยังคงสถานะที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าไปช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

สำหรับเป้าหมายการขยายตัวของสินเชื่อ (Loan Growth) ในปีบัญชี 2569 ธ.ก.ส. ตั้งเป้าหมายเติบโตไว้ที่ 30,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มียอดสินเชื่อคงค้างรวมสูงถึงราว 1.7 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ทำกินในภาคการเกษตรที่ไม่สามารถขยายเพิ่มได้อีก ธนาคารจึงปรับกลยุทธ์มุ่งขยายสินเชื่อโดยแบ่งสัดส่วนเป็นภาคการเกษตร 15,000 ล้านบาท และมุ่งเป้าไปที่สินเชื่อนอกภาคการเกษตรอีก 15,000 ล้านบาท

โดยปัจจุบัน ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อนอกภาคการเกษตรไปแล้วประมาณ 14% ซึ่งยังมีช่องว่างให้ขยายตัวได้อีก 6-7% ก่อนจะชนเพดาน 20% ตามที่กฎกระทรวงกำหนด โดยการขยายฐานสินเชื่อนอกภาคเกษตรนี้ จะช่วยดึงรายได้และความแข็งแกร่งมาพยุงภารกิจหลักในภาคการเกษตรได้เป็นอย่างดี

ขณะที่การบริหารจัดการคุณภาพหนี้ จากปัจจัยความเปราะบางทั้งหมด ส่งผลให้คาดการณ์ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ณ สิ้นปีบัญชีจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 6.88% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยวางไว้ที่ 5.23% โดยหาก ธ.ก.ส. ไม่ออกมาตรการช่วยเหลือพยุงไว้ ตัวเลขหนี้เสียดังกล่าวอาจพุ่งทะลุไปถึง 7-9%

ทั้งนี้ แนวทางการบริหาร NPL ของ ธ.ก.ส. จะมีความแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีการขายหนี้เสียออกไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ดินทำกินของเกษตรกร แต่จะใช้วิธีประนอมและปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การให้เกษตรกรผ่อนชำระบางส่วนที่ 30% แล้วขยายระยะเวลาหนี้ส่วนที่เหลือออกไป

พร้อมกันนี้ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ (Coverage Ratio) ไว้ในระดับที่สูงกว่า 400% เพื่อรองรับความเสี่ยงและรักษามาตรฐานความเป็นสถาบันการเงินตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ในมิติของการบริหารจัดการภายในองค์กร ธนาคารจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ของพนักงานที่มีอยู่กว่า 23,000 คน และสาขาอีกกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยมีการนำระบบเทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามาช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมและลดการใช้กระดาษ

ซึ่งในช่วง 2 ปีบัญชีที่ผ่านมาได้ดำเนินการควบรวมสาขาในกลุ่มธุรกิจไปแล้ว 61 สาขา แต่ยังคงรักษาสาขาด้านภารกิจที่ต้องลงพื้นที่ดูแลเกษตรกรไว้อย่างครบถ้วน ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ (Newcomer) เข้าสู่ระบบ ผ่านโครงการสินเชื่อ “เกษตรวิวัฒน์” โดยได้ปรับลดเกณฑ์อายุผู้กู้ลงจาก 50 ปีเหลือเพียง 40 กว่าปี เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนวัยทำงานที่สนใจจะกลับไปเริ่มต้นอาชีพทำการเกษตรควบคู่ไปกับอาชีพอื่นให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น