การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ของรัฐบาล แม้จะมีการคงกรอบรายจ่ายงบประมาณไว้เท่าเดิมที่ 3.788 ล้านล้านบาท แม้จะมีการปรับลดสมมุติฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดลงเหลือ 1.4% จากเดิม 2% ซึ่งในส่วนของหน่วยงานรับงบประมาณจะมีการเสนอโครงการให้สำนักงบประมาณพิจารณาภายในวันที่ 1 พ.ค.นี้ โดยในการเสนอของบประมาณในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลมีนโยบายเข้มงวดในการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เพื่อนำงบประมาณที่เหลือมารองรับวิกฤตที่เกิดจากการสู้รบในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้มีนโยบายให้ตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นทั้งในส่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง รวมทั้งนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ได้ให้นโยบายกับหน่วยงานราชการชัดเจนในเรื่องของการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น หรือชะลอออกไปก่อนได้ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายในการจัดทำงบประมาณปี 2570 เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลจะยึดหลัก งบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) ซึ่งจะพิจารณาจากความจำเป็นและความคุ้มค่าจริง ไม่ยึดติดกับฐานงบเดิมรวมทั้งตั้ง "กฎเหล็ก" ให้หน่วยงานเสนอคำขอเพิ่มงบประมาณได้ ไม่เกิน20% ของปีที่ผ่านมา เพื่อลดปัญหาการของบประมาณเพื่อเผื่อตัดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
นอกจากนั้นนายกฯ ยังสั่งการให้ปรับลดงบประมาณที่ฟุ่มเฟือย ทั้งการงดศึกษาดูงานต่างประเทศ และให้ชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่เป็นเวลา 1-2 ปี โดยแนะนำให้เปลี่ยนเป็นรูปแบบการเช่าหรือร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) แทน สำหรับด้านคมนาคม ให้เน้นการซ่อมแซมเส้นทางเดิมมากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ในช่วง 1-2 ปีนี้
“เอกนิติ” ผ่าตัดงบฟุ่มเฟือย-สั่งตัดค่ายูนิฟอร์ม
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้กล่าวย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นทั้งหมด เช่น งบประมาณค่ายูนิฟอร์ม (เครื่องแบบ) และงบดูงาน โดยการตัดงบประมาณจะนำงบไปเยียวยากลุ่มเปราะบางและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน โดยยืนยันว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ในภาพรวมแฝงความยั่งยืนทางคลังอยู่
ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการจัดทำงบประมารณในปี 2570 การปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการรัดเข็มขัดที่จะนำมาใช้เพื่อให้การจัดทำงบประมาณมีประสิทธิภาพ ได้แก่ ให้เสนอคำของบประมาณ เพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 20% จากกรอบเดิมเพื่อความรวดเร็วในการกลั่นกรอง โดยในการจัดทำงบประมาณรัฐบาลได้ปรับลดแผนงานบูรณาการ โดยปรับลดจากเดิม 9 แผน ให้เหลือเพียง 3 แผนสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ รัฐบาลดิจิทัล และการป้องกันปราบปรามการทุจริต
นอกจากนั้นให้ชะลอการของบประมาณดังต่อไปนี้การสร้างอาคารสำนักงานใหม่ 1-2 ปี ให้ใช้การเช่าหรือ PPP แทน ไม่อนุญาตให้ข้าราชการไปดูงานต่างประเทศเพื่อประหยัดงบ หากจำเป็นต้องประชุมให้จำกัดคนน้อยที่สุด นอกจากนี้ให้งดงบกลุ่มจังหวัดชั่วคราว ส่วนงบจังหวัดให้ตัดโครงการซ้ำซ้อนอย่างถนนและแหล่งน้ำ โดยมุ่งเน้นเฉพาะการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน คาดว่าจะปรับลดงบส่วนนี้จากกว่า 20,000 ล้านบาท เหลือเพียง 4,000 ล้านบาท ประหยัดไปได้ถึง 20,000 ล้านบาท
นอกจากนั้นมีนโยบายที่จะเปลี่ยนรถราชการเป็นรถ EV ทั้งหมด ซึ่งหากไม่สามารถดำเนินการได้ในปีงบประมาณนี้ให้ดำเนินการเช่าแทนก่อน ส่วนการติดตั้ง Solar Roof ในอาคารรัฐ จะเปิดช่องให้เจรจาคู่สัญญาเดิมเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด
นายภราดร กล่าวต่อไปว่า สำหรับงบประมาณที่ประหยัดได้ รัฐบาลจะไม่นำไปเก็บไว้ในงบกลาง แต่จะโอนไปใส่ในโครงการเยียวยาประชาชนเป็นลำดับแรก เพื่อทำโครงการภายใต้ร่มใหญ่ที่ชื่อว่าไทยช่วยไทย ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน รวมถึงโครงการปุ๋ยราคาถูก ลดดอกเบี้ยเกษตรกร ธงฟ้าราคาประหยัด และโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ตั้งเป้าผู้ร่วมโครงการ 20-30 ล้านคน โดจะได้ไม่ต่ำกว่าเดิมที่ได้คนละ 2,000 บาท
ซึ่งจากกรอบวงเงินงบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท เมื่อหักรายจ่ายประจำแล้ว รัฐบาลจะมีช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับขับเคลื่อนนโยบายจริง700,000 - 800,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาทุกข์ประชาชนในช่วงวิกฤตนี้แน่นอน
ทั้งนี้เงินที่ประหยัดได้จากการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นจะถูกนำมาใช้ในโครงการภายใต้ร่มใหญ่ที่ชื่อว่า "ไทยช่วยไทย" ที่รัฐบาลจะมีการจัดทำโครงการเพื่อพยุงเศรษฐกิจประกอบไปด้วยโครงการต่างๆเช่น "คนละครึ่งพลัส" ที่คาดว่าจะครอบคลุมประชาชน 20-30 ล้านคน ด้วยวงเงินความช่วยเหลือเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 2,000 บาท นอกจากนี้ยังมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผ่านการลดราคาปุ๋ยและลดดอกเบี้ย รวมถึงโครงการธงฟ้าและรถพุ่มพวงเพื่อลดภาระค่าครองชีพ, โดยรัฐบาลคาดว่าจะมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับบริหารจัดการนโยบายได้จริงประมาณ 7-8 แสนล้านบาท
เช็กลิสต์ตัดงบฟุ่มเฟือย
ทั้งนี้เมื่อสรุปจากการมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณปี 2570 ในส่วนของงบประมาณที่จะถูกปรับลดงบประมาณลงได้แก่
- งบเดินทางไปดูงานต่างประเทศ สั่งงดหรือปรับลดการเดินทางไปดูงานต่างประเทศเพื่อประหยัดงบประมาณ
- การก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ ให้ชะลอการก่อสร้างอาคารใหม่ไว้เป็นเวลา 1-2 ปี โดยแนะนำให้ใช้วิธีการเช่าอาคารแทน หรือหากจำเป็นจริงๆ ให้พิจารณาลงทุนในรูปแบบร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP)
- งบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในส่วนที่ซ้ำซ้อน โดยงบกลุ่มจังหวัดคาดว่าจะปรับลดจาก 2 หมื่นกว่าล้านบาท เหลือเพียงประมาณ 4 พันล้านบาท
- ชะลอโครงการประเภทก่อสร้างถนน และแหล่งน้ำที่มีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหลัก
- การขยายเส้นทางคมนาคมใหม่ โดยมุ่งเน้นงบประมาณเพื่อซ่อมแซมเส้นทางเดิมมากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ในช่วง 1-2 ปีนี้
- งบประมาณค่าเครื่องแบบ (ยูนิฟอร์ม)





