วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน 2569

Login
Login

'สสว.' จ่อคิกออฟสินเชื่อ 1,200 ล้าน คาด SME แห่กู้เต็มภายในสัปดาห์

'สสว.' จ่อคิกออฟสินเชื่อ 1,200 ล้าน คาด SME แห่กู้เต็มภายในสัปดาห์

วิกฤติของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนการผลิตโดยตรง ขณะเดียวกันต้นทุนโลจิสติกส์ยังผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และค่าระวางขนส่งที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อย

ในอีกด้านหนึ่ง เวทีการค้าโลกที่แข่งขันดุเดือดมากขึ้น ทั้งจากการเร่งส่งออกของประเทศคู่แข่งและการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้เอสเอ็มอีไทยต้องเผชิญทั้งแรงกดดันด้านราคาและมาตรฐานสินค้า ส่งผลให้หลายธุรกิจเริ่มเผชิญภาวะรายได้หดตัว ขณะที่ต้นทุนยังสูงต่อเนื่อง กลายเป็น “ทางตัน” ที่ท้าทายความอยู่รอดของภาคเอสเอ็มอีในระยะนี้ สิ่งที่จะช่วยประคองได้ในระยะนี้ได้คือ "เงินทุน"

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือทางการเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 

ทั้งนี้ สสว. ได้เตรียมวงเงินช่วยเหลือรวม 1,200 ล้านบาท ในรูปแบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการอย่างมาก แม้จะยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแต่มีผู้ติดต่อสอบถามเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าเมื่อเปิดให้ลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ในรูปแบบ Google Form แล้ว วงเงินทั้งหมดจะถูกจับจองจนเต็มภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์

รายละเอียดเงื่อนไขและการจัดสรรวงเงิน

โครงการนี้เป็นการบูรณาการร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐ 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) รับผิดชอบวงเงิน 800 ล้านบาท และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) รับผิดชอบวงเงิน 400 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขผ่อนปรนพิเศษคืออัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% ต่อปี  ระยะเวลาการกู้ 5 ปี และมีช่วงปลอดชำระเงินต้น (Grace Period) นาน 1 ปี ซึ่งผู้ประกอบการจะจ่ายเพียงดอกเบี้ยเท่านั้นในช่วงปีแรก

ดร.ปณิตา ระบุว่ากลุ่มเป้าหมายหลักคือ SME รายย่อยในภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ร้านนวด, ธุรกิจซักอบรีด, รถเช่า และโรงแรมขนาดเล็ก โดยเฉพาะในส่วนของเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง (SME Liquidity) จะมีการจำกัดเพดานเงินกู้ไว้ที่รายละไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อให้สามารถกระจายความช่วยเหลือไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยได้เป็นจำนวนมาก 

ขณะที่วงเงินอีกส่วนจะใช้ในกองทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนธุรกิจ (Transformation Fund) และกองทุนเสริมศักยภาพ (Enhancement Fund) ซึ่งมีเพดานวงเงินกู้สูงถึง 10-15 ล้านบาทต่อราย สำหรับผู้ที่ต้องการปรับปรุงเครื่องจักรหรือนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว โดยคาดว่าจะมีเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการในเม็ดเงิน 1,200 ล้านบาทระดับ 100 ราย

วิกฤติสายป่านสั้น เหตุผลที่ต้องเร่งอัดฉีดเงิน

สาเหตุที่คาดว่าจะมีผู้สมัครจำนวนมากจนเต็มวงเงินอย่างรวดเร็ว มาจากข้อมูลเชิงลึกที่ สสว. สำรวจพบว่า SME กว่า 96.7% กำลังได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ที่น่ากังวลที่สุดคือ SME ประมาณ 20% มีทุนสำรองหรือสายป่านทางการเงินเหลือไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งหากไม่ได้รับเงินทุนเสริมสภาพคล่องกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องปิดกิจการหรือหยุดจ้างงาน โดยปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการหยุดจ้างงานในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีบางส่วนแล้ว

สสว. ตั้งเป้าหมายที่จะเริ่ม "Kick off" และเปิดให้ลงทะเบียนได้ในช่วงเดือนพ.ค.นี้ โดยพยายามเร่งกระบวนการทางกฎหมายและข้อตกลง (MOU) กับธนาคารพันธมิตรให้ทันช่วงเดือนพ.ค. การลงทะเบียนจะทำผ่านระบบออนไลน์เพื่อความสะดวกรวดเร็ว โดยจะใช้เกณฑ์พิจารณาจากระดับความเดือดร้อนและความจำเป็นเร่งด่วนของผู้ประกอบการเป็นหลัก 

ดร.ปณิตา ย้ำว่าเงินก้อนนี้ถือเป็นมาตรการฉุกเฉินที่จะเข้ามาช่วยประคับประคอง SME ที่อยู่ในภาวะวิกฤติให้สามารถรอดพ้นจากช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้