โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่จะมีการพัฒนาท่าเรือในลักษณะ Green Port เพื่อแข่งขันกับท่าเรือในภูมิภาค ซึ่งได้มีการลงนามระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กกท.) กับบริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (GPC) เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2564
สำหรับ GPC เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นสัดส่วน 40% ร่วมกับบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (กลุ่ม ปตท.) ถือหุ้นสัดส่วน 30% และ บริษัท เชค โอเวอร์ซี อินฟราสตรัคเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้นสัดส่วน 30%
ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมา กทท.ดำเนินการถมทะเลเพื่อเตรียมพื้นที่สงมอบให้กับ GPC และมีกำหนดการส่งมอบในเดือน พ.ย.2568 แต่การส่งมอบติดปัญหาการตีความลักษณะการถมทะเลที่แตกต่างกันระหว่างเงื่อนไขการจ้างถมทะเลของ กทท.กับเงื่อนไขการประมูลพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ของ GPC
นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกับ "เครือเนชั่น" ว่า วันที่ 30 ม.ย.2569 จะมอบนโยบายให้ กทท.เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาการขนส่งทางน้ำในการสนับสนุนเศรษฐกิจ
ขณะที่การแก้ไขปัญหาการตีความสัญญาการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ได้หารือกับรักษาการผู้อำนวยการ กทท.ถึงปัญหาการถมทะเลในพื้นที่ก่อสร้างโครงการ ซึ่งจะมีการเจรจาระหว่าง กทท.กับเอกชนคู่สัญญาถึงคุณลักษณะทรายที่ถมทะเล รวมถึงการเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน โดยกำหนดให้ไม่กระทบกับกรอบเวลาเปิดบริการท่าเรือ
สำหรับการพัฒนา EEC เป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้กำกับดูแลทั้ง EEC และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม
เลยเวลาส่งมอบพื้นที่เกือบครึ่งปี
แหล่งข่าวจาก กทท.กล่าวว่า ขณะนี้ กทท.ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ GPC เอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ส่วนของท่าเรือ F1 และ F2 โดยตามสัญญาจะต้องส่งมอบพื้นที่ F1 ซึ่งถมทะเลแล้วเสร็จให้กับ GPC ในเดือน พ.ย.2568 เพื่อให้กลุ่ม GPC เริ่มงานก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง อาคาร และติดตั้งระบบท่าเรือ เพื่อเปิดให้บริการส่วนของท่าเรือ F ในปี 2571
ทั้งนี้ปัญหาที่กระทบต่อการส่งมอบพื้นที่ เนื่องจากปัจจุบันตรวจสอบพบการตีความสัญญาด้านเทคนิคของการถมทะเลที่กำหนดในสัญญาแตกต่างกัน
ดังนั้นจึงต้องร่วมตรวจสอบเทคนิคของงานถมทะเลเพิ่มเติม เพราะการตรวจสอบพบปัญหาทางเทคนิค เป็นการตีความระหว่าง 2 สัญญา คือ สัญญาที่ กทท.จ้างกิจการร่วมค้า CNNC ถมทะเล ระบุไว้ในสัญญาว่าการถมทะเลจะต้องอัดแน่น และเรื่องการทรุดตัวในระยะเวลา 30 ปี ต้องไม่เกิน 20 เซนติเมตร
เร่งหาข้อสรุประหว่าง กทท.-GPC
ขณะที่สัญญาร่วมลงทุนระหว่าง กทท.กับ GPC กำหนดความหนาแน่นของวัสดุ อาทิ ทราย ต้องอัดแน่นและแข็งแรง ทำให้ขณะนี้ต้องร่วมตรวจสอบงานถมทะเล และเจรจารายละเอียดร่วมกัน ระหว่าง กทท. GPC
รวมไปถึงสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) โดยในช่วงที่ผ่านมา กทท.ได้หารือกับ GPC ตีความสัญญานี้เพื่อหาทางออกร่วมกัน หากจำเป็นก็ต้องเพิ่มความแข็งแรงอาจตอกเสาเข็ม
“แนวทางตอนนี้ทางออกที่มีความเป็นไปได้ คือการตอกเสาเข็มเพิ่ม ซึ่งหากจะใช้แนวทางนี้ก็ต้องเสนอเข้าคณะกรรมการ (บอร์ด) กทท.พิจารณา แต่ปัจจุบันยังไม่มีการแต่งตั้งบอร์ด” แหล่งข่าว กล่าว
แหล่งข่าว กล่าวว่า หากสามารถเจรจาทางออกร่วมกัน เพิ่มงานตอกเสาเข็มเพื่อให้โครงสร้างแข็งแรงมากขึ้น ก็จะเป็นการเจรจาเพื่อบริหารสัญญาเดิมระหว่าง กทท. GPC และ สกพอ.
ทั้งนี้ หากไม่สามารถบริหารสัญญา และไม่สามารถเจรจาทางออกร่วมกันได้ ก็ต้องเสนอคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน โดยแนวทางแก้ไขสัญญาเป็นแนวทางใช้เวลา และอาจกระทบแผนดำเนินงานมากกว่า
เร่งตั้งบอร์ด - ผู้อำนวยการ กทท.
รวมทั้งเบื้องต้น กทท.ประเมินสถานการณ์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาในขณะนี้ ต้องรอการพิจารณาด้านเทคนิคร่วมระหว่าง กทท.และ GPC รวมถึงรอการแต่งตั้งบอร์ด กทท.ชุดใหม่ ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีแผนที่จะแต่งตั้งให้เสร็จภายในเดือน พ.ค.2569 และหลังจากนั้นจะเริ่มกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการ กทท.คนใหม่ เพื่อมาขับเคลื่อนการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3
สำหรับปัญหานี้อาจกระทบแผนส่งมอบพื้นที่ให้ GPC เริ่มสัญญาก่อสร้างงานส่วนของเอกชน และอาจกระทบการเปิดให้บริการท่าเรือแหลมฉบัง 3 ส่วนของท่าเรือ F1 จากเดิมมีกำหนดเปิดให้บริการปี 2571 จะขยับไปเปิดพร้อมกับท่าเรือ F2 ปี 2573
นอกจากนี้ ความคืบหน้างานก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 งานจ้างส่วนที่ 1 ก่อสร้างงานถมทะเลและชายฝั่ง วงเงิน 21,320 ล้านบาท คืบหน้ากว่า 90% โดยมีกิจการร่วมค้าซีเอ็นเอ็นซี (CNNC) ประกอบด้วย บริษัท เอ็น.ที.แอล.มารีน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) บริษัท นทลิน จำกัด และ บริษัท จงก่าง คอนสตรั๊คชั่น กรุ๊ป จำกัด (ประเทศจีน) เป็นผู้รับเหมา กำหนดส่งมอบงานให้ กทท.กลางเดือน ก.ค.นี้
ด้านงานจ้างส่วนที่ 2 งานระบบถนน งานอาคาร งานระบบสาธารณูปโภค งานท่าเทียบเรือชายฝั่ง และงานท่าเทียบเรือบริการ รวมถึงการวางระบบการเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งสินค้าภายในประเทศ เพื่อรองรับการสร้างรางรถไฟเข้าไปถึงบริเวณหลังท่าเทียบเรือ วงเงิน 7,298 ล้านบาท คืบหน้ากว่า 11% โดยมีบริษัท ซีเอชอีซี (ไทย) จำกัด กลุ่มบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นผู้รับเหมา





