ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีไทยที่ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนสัญญาณเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ที่ฉุดต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งพุ่งสูง
ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ภาพรวม SME ไทยในขณะนี้กำลังเผชิญภาวะแรงบีบ 2 ด้าน (Double Squeeze) อย่างรุนแรง จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
การสำรวจ พบว่า ดัชนีด้านต้นทุนลดฮวบลงมาอยู่ที่ 37.3 ลดลงถึง 5.2 จุด สะท้อนภาระจากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีกำไรปรับลดลงมาอยู่ที่ 47.7 เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่
ในด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดัชนีการผลิตและคำสั่งซื้อชะลอตัวลง 1.8 และ 6.4 จุด ตามลำดับ สอดคล้องกับกำลังซื้อที่เริ่มอ่อนแรง ขณะที่ดัชนีการจ้างงานยังทรงตัวที่ 49.2 สะท้อนความพยายามของผู้ประกอบการในการประคองธุรกิจ และรักษาการจ้างงานไว้ให้มากที่สุด
“SME ยังสู้เต็มที่เพื่อรักษาฐานธุรกิจเดิม แม้จะเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากต้นทุนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก”
ภาคตะวันออก-ใต้ “อ่วม”พลังงาน-ขนส่ง
เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่าความเชื่อมั่นลดลงเกือบทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่พึ่งพาอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว แบ่งเป็น
1. ภาคตะวันออก ดัชนีอยู่ที่ 45.7 ลดลงมากสุด 5.3 จุด จากผลกระทบต้นทุนพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตร
2. ภาคใต้ อยู่ที่ 46.0 ถูกกดดันจากต้นทุนเดินทางและท่องเที่ยว
3. กรุงเทพฯ-ปริมณฑล อยู่ที่ 48.0 เผชิญค่าครองชีพและต้นทุนวัตถุดิบ
4. ภาคเหนือ ยังยืนเหนือฐานที่ 51.9 แม้ชะลอตัวลง
“ข้อมูลเชิงลึกสะท้อนสถานการณ์น่าห่วง โดย SME กว่า 96.7% ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางโดยตรง ทั้งด้านพลังงาน วัตถุดิบ และกำลังซื้อ”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ สภาพคล่องทางการเงิน โดย 80% ของผู้ประกอบการ ระบุว่าสามารถประคองธุรกิจได้ไม่เกิน 6 เดือน ในจำนวนนี้ 20% มีเงินสำรองไม่เกิน 3 เดือน เสี่ยงปิดกิจการ สำหรับข้อเรียกร้องเร่งด่วนจากภาคธุรกิจคือ การลดต้นทุน (44%) และเพิ่มสภาพคล่อง (14%)
อัด “Soft Loan 1%” 1,200 ล้านพยุงสภาพคล่อง
ทั้งนี้ เพื่อลดแรงกระแทก สสว. เตรียมมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐ
โดยมีไฮไลต์ คือ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1% ระยะเวลา 5 ปี พร้อมปลอดชำระเงินต้น 1 ปี (Grace Period) และเน้นกลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรมขนาดเล็ก ร้านบริการ
นอกจากนี้ยังมีกองทุนสำคัญอีก 2 ส่วน คือ Enhancement Fund (400 ล้านบาท) ด้วยการปรับปรุงเครื่องจักร ลดต้นทุน และ Transformation Fund (400 ล้านบาท) เพื่อเน้นในเรื่องของการปรับธุรกิจสู่ดิจิทัลและ AI โดยคาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนภายในเดือนพ.ค. และมีแนวโน้มความต้องการสูงจนวงเงินอาจหมดอย่างรวดเร็ว
ในระยะยาว สสว. เดินหน้าแผนบูรณาการ 39 โครงการ ร่วมกับ 17 หน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อเสริมศักยภาพ SME ครบมิติ มาตรการสำคัญ ได้แก่
1. โครงการ BDS “SME ปัง ตังได้คืน” ช่วยออกค่าใช้จ่าย 50-80%
2. แพลตฟอร์ม SME Access และ SME Academy 365 เพิ่มองค์ความรู้
3. สนับสนุน E-commerce และ Live Commerce ลดค่า GP
4. สร้างเครือข่าย Influencer และนักศึกษา ช่วยขายสินค้า
"ท่ามกลางวิกฤติ สสว. ยังมองเห็นโอกาส โดยผลักดัน SME ไทยขยายไปยัง ตลาดใหม่ เช่น แอฟริกา ตลาดเฉพาะกลุ่มในจีน พร้อมชูจุดแข็งไทยด้านอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติโลก"
รับมือสินค้าจีน“อย่าแข่งราคา แต่ต้องต่าง”
สำหรับการแข่งขันจากสินค้าจีนที่ทะลักผ่านอีคอมเมิร์ซ ดร.ปณิตา แนะนำว่า SME ไทยต้องเลี่ยง-หลบ การแข่งด้านราคา เน้นคุณภาพและความแตกต่าง พร้อมกับสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับต้นทุนระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้
การปรับตัวคือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาธุรกิจสีเขียว (Green SME) การใช้ AI และดิจิทัล เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สสว. เตรียมนำข้อเสนอทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเร่งออกมาตรการเพิ่มเติมอย่างทันท่วงที
“เป้าหมายของเราคือสร้างเกราะป้องกันให้ SME ไทยอยู่รอด และฟื้นตัวได้ในไตรมาสถัดไป แม้ต้องเผชิญความผันผวนระดับโลก”
SME ไทยกำลังยืนอยู่บน “จุดเปราะบาง” จากแรงบีบต้นทุนและกำลังซื้อที่หดตัว หากไม่มีมาตรการพยุงอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การปิดกิจการเป็นวงกว้าง สสว. จะเป็นตัวแปรสำคัญในการ “ต่อชีวิต” ธุรกิจฐานรากของประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจโลก





