สงครามในตะวันออกกลางที่กินเวลาเกือบ 2 เดือน เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายน้ำมันขายปลีกในประเทศ และต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่โครงสร้างปัจจุบันใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบถึง 53.9% ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมด
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีแผนปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นเพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันติดลบมากกว่า 60,000 ล้านบาท รวมถึงการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เดิมจัดเก็บอัตราเดียวกับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม โดยจะปรับเป็นอัตราแบบขั้นบันไดในหลักการ “ใช้น้อยค่าไฟต่ำ ใช้มากค่าไฟสูง”
การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะเป็นการช่วยแบบพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าเดือนละ 200 หน่วย ซึ่งเป็นการช่วยผลกระทบค่าไฟฟ้าที่มีทิศทางสูงขึ้น ซึ่งในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทำให้ค่าไฟฟ้าเคยสูงถึงหน่วยลด 5.15 บาท
ขณะที่ปัจจุบันผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นภาคอุตสาหกรรมสัดส่วน 41% รองลงมาเป็นภาคครัวเรือน 29% และภาคธุรกิจ 25%
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เหตุการณ์สู้รบตะวันออกกลางทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG ) ที่ต้องนำเข้ามีราคาแพงขึ้น
ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศค่าไฟงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 อยู่ที่หน่วยละ 3.95 บาท สูงขึ้นจากงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2569 งวดละ 3.88 บาท เพราะค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) สูงขึ้น และหากจะทำให้ราคาถูกกว่านี้ต้องดึงรายได้จาก 3 การไฟฟ้า มาช่วยอุดหนุนก่อนแต่จะกระทบการลงทุน ดังนั้นจึงต้องมีการปรับโครงสร้างพลังงานในอนาคต
ชงครม.ช่วยผู้ใช้ไฟน้อย14ล้านครัวเรือน
ดังนั้น กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) สัปดาห์หน้า เพื่อกดค่าไฟให้ผู้ใช้ไฟน้อยไม่เกิน 200 หน่วย รวม 14 ล้านครัวเรือน หรือผู้ใช้เกิน 200 หน่วย จะกำหนดให้ 200 หน่วยแรก ต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท ซึ่งทำได้โดยไม่กระทบค่าไฟฟ้าเฉลี่ย
“แนวคิดที่จะให้ผู้ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก หรือไม่เกิน 300 บาท เก็บค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดตามจำนวนการใช้ไฟฟ้าในลักษณะเดียวกับการจ่ายภาษีเงินได้”
หนุนผู้ใช้ไฟมากติดตั้งโซลาร์เซลล์
“รัฐบาลพยายามปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเป็นขั้นบันได ยิ่งใช้น้อยราคาจะต่ำ ใช้มากเรตก็จะแพง และประชาชนที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย แนะนำให้ติดโซลาร์เซลส์ ซึ่งรัฐบาลจะมีมาตรการสนับสนุน"
ทั้งนี้ รัฐบาลจะกล้าตัดสินดำเนินการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนกับผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA) และระบบ Net Billing ที่เป็นการหักลบค่าไฟฟ้าในรอบบิลสำหรับโซลาร์เซลล์ที่ขายไฟฟ้าส่วนเกินให้โครงข่ายไฟฟ้า
ส่วนการส่งเสริมประชาชนติดตั้งโซลาร์ที่ผ่านมามีอุปสรรคจากการมีผู้ขัดขวางในลักษณะ “มียักษ์มาบังแดด” ซึ่งทำให้ Direct PPA และระบบ Net Billing ไม่คืบหน้า แต่ต่อไปกระทรวงพลังงานจะไม่ยอมเกิดขึ้นอีก
“จะไม่ยอมให้มีอุปสรรคต่อการที่ประชาชนจะติดแผงโซลาร์ผลิตไฟไว้ใช้เอง ซึ่งที่ผ่านมามีการออกประกาศให้ประชาชนติดแผงโซลาร์แบบไม่ต้องขอใบอนุญาตโรงงาน แต่ปัจจุบันยังเหลือขั้นตอนที่ยาก ทั้งการขออนุญาตดัดแปลงอาคาร ขอให้การไฟฟ้าติดตั้งดิจิทัลมิเตอร์ ซึ่งบางครั้งใช้เวลามากกว่า 1 ปี”
ภาคเอกชนค้านค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได
สำหรับภาคอุตสาหกรรมถือเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่มีสัดส่วนถึง 41% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมามีการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเดียว และมีส่วนลดค่าไฟฟ้าในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย (Off-Peak) หรือในช่วงกลางคืน
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การปรับโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าเป็นแบบขั้นบันได หรือ Progressive Rate ที่กำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้ามากต้องจ่ายอัตราสูงขึ้น ในมุมมองภาคอุตสาหกรรมเป็นเรื่องต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ทั้งนี้ แม้หลักการใช้มากจ่ายมากจะดูเหมือนเป็นธรรมคล้ายกับการจัดเก็บภาษี แต่ในเชิงธุรกิจการผลิตพบว่านโยบายนี้อาจกลายเป็นการโยนภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการใช้อัตราค่าไฟฟ้าระดับสูง ซึ่งอาจกระทบกลุ่ม SMEs โดยไม่ตั้งใจ
นอกจากนี้ ในระบบเดิมพบว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากจะได้รับอัตราค่าไฟฟ้าที่สะท้อนถึง Economy of Scale เพราะเป็นการใช้ไฟฟ้าช่วงที่มีความต้องการน้อย
ลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นเพิ่มเป็น5บาท
นายเอกนัฏ กล่าวว่า นอกจากนี้ในการปรับโครงสร้างราคาดีเซลเพื่อลดผลกระทบราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รัฐบาลดำเนินการต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) วันที่ 23 เม.ย.2569 เห็นชอบลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับดีเซลหมุนเร็วอีกครั้ง ดังนี้
1.ช่วงวันที่ 24 เม.ย.-9 พ.ค.2569 ปรับลด 5 บาทต่อลิตร
2.ช่วงวันที่ 10 พ.ค.-19 พ.ค.2569 ปรับลด 3 บาทต่อลิตร
สำหรับการพิจารณามาตรการดังกล่าวเป็นผลจากการติดตามสถานการณ์ด้านราคาน้ำมันและต้นทุนการกลั่นใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้กำหนดให้มีการลดลง 2 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569
พบส่วนเกินโรงกลั่นน้ำมันกว่า 3.43 บาท
ทั้งนี้จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนการกลั่นน้ำมันดิบจนเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นช่วงวันที่ 1-16 เม.ย.2569 พบว่า เมื่อพิจารณาตามหลักการที่คำนึงถึงต้นทุนส่วนเพิ่มจากสถานการณ์ผิดปกติช่วงวิกฤติพลังงาน อาทิ Crude Premium, Product Premium, War Risk Premium, ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ยังปรากฏผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน 3.43 บาทต่อลิตร
ดังนั้น จึงเห็นควรนำผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม ภายใต้การคำนึงถึงความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของโรงกลั่นน้ำมันด้วย
ยัน“ขึ้น-ลง” น้ำมันจะไม่กระชากจนเกินไป
นอกจากนี้ จากนี้ไปการพิจารณาปรับขึ้นหรือลงราคาน้ำมันจะไม่ให้กระชากจนเกินไป แต่จะเป็นในลักษณะทยอยขึ้นหรือทยอยลง และจะไม่ปรับขึ้นปรับลงเหมือนตลาดนัด จะทำอะไรต้องทำให้เป็นเรื่องเป็นราว ดังนั้น วันนี้ช่วงเย็น คณะกรรมการบริหารกองทันน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จะประชุมเพื่อกำหนดราคาดีเซลขายปลีกของวันที่ 24 เม.ย. 2569 อีกครั้ง
นายเอกนัฏ กล่าวว่า การลดราคาหน้าโรงกลั่นส่วนหนึ่งจะนำไปลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ เพราะขณะนี้กองทุนติดลบ 60,000 ล้านบาท หากไม่รีบใช้หนี้ในอนาคตผู้ใช้น้ำมันก็จะใช้น้ำมันในราคาที่แพงขึ้นอย่างผิดปกติ หากสามารถทยอยใช้หนี้จนไม่ต้องกู้มาเพิ่มด้วยการใช้กระทรวงการคลัง มาค้ำประกันการกู้เงิน ก็จะเป็นเรื่องที่ดีต่อฐานะของกองทุนน้ำมันฯ ด้วย
ดังนั้น จึงต้องบริหารจัดการเงินกู้ในกรอบที่มีอยู่ ซึ่งหากกู้จริงจะกู้ในกรอบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท จึงไม่ต้องขยายกรอบถึง 150,000 ล้านบาท
“ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐจ่ายเพิ่ม 60:40
นายภารดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลจะจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ซึ่งประชาชนจะจ่ายน้อยลง โดยจะเป็นการทยอยจ่ายแต่ยังไม่กำหนดระยะเวลา ซึ่งมีแนวโน้มที่ผู้รับสิทธิ์จะใช้เกณฑ์เดิมอยู่ที่อายุ 16 ปี
ส่วนจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ยังอยู่ในขั้นตอนขึ้นอยู่กับว่ามีเงินเท่าไหร่ ต้องดูว่า 20 ล้านคนใช้เงินเท่าไหร่ หรือ 30 ล้านคน ใช้เงินเท่าไหร่ เพราะโครงการนี้จะไปร่วมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย จึงต้องมาคำนวณงบประมาณร่วมกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ครอบคลุม 13.4 ล้านคน
สำหรับแหล่งเงินงบประมาณมีความเป็นไปได้ทั้งจากการกู้เงินหรือการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งขณะนี้มีงบประมาณกลางเหลืออยู่ และยังมีงบประมาณตามร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือน มิ.ย.2569
ยืนยันคนละครึ่งพลัสเริ่ม พ.ค.69
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า กระทรวงการคลังได้กำหนดกรอบเวลาการดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยเบื้องต้นเตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิเดือน พ.ค.2569 และปักหมุดดีเดย์จะให้เริ่มใช้จ่ายได้จริงตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 โดยจะเน้นการช่วยเหลือเยียวยาเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายละเอียดเชิงลึก ทั้งวงเงินสนับสนุนและจำนวนผู้ได้รับสิทธิ ยังคงต้องรอความชัดเจนของแหล่งงบประมาณที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนโครงการก่อน
สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติเศรษฐกิจจากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจลากยาว ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อและการเติบโตของจีดีพีนั้น กระทรวงการคลังได้จัดเตรียมหน้าตักทางการเงินไว้หลายส่วน ประกอบด้วยงบกลางวงเงิน 25,000 ล้านบาท การจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะเห็นตัวเลขที่ชัดเจนหลังวันที่ 30 เม.ย.นี้
โดยเบื้องต้นประเมินไว้ที่ 80,000 ถึง 100,000 ล้านบาท รวมไปถึงการเตรียมทางเลือกในการดึงทุนสำรองเบิกจ่ายฉุกเฉินอีก 50,000 ล้านบาทมาใช้หากเกิดกรณีจำเป็นเร่งด่วน





