"ศุภจี สุธรรมพันธุ์" แถลง 5 นโยบายครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”ยอมรับ ที่ผ่านมา ถูกวิจารณ์ และทัวร์ลงตลอด ทำอะไรก็ผิดไปหมด แต่ยันดูแลค่าครองชีพประชาชนให้ดีที่สุด
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงนโยบายหลังเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ใน ครม.อนุทิน 2 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจาก “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ
โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ อาทิ แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีของจีน ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทย
“การกำหนดนโยบายในวันนี้ไม่สามารถมองเพียงมิติเดียวได้ แต่ต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และพลังงานควบคู่กัน พร้อมทั้งต้องเข้าใจบริบทของประเทศคู่ค้าสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐฯ ยุโรป หรืออินเดีย เพื่อปรับตัวให้ไทยสามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมั่นคง” นางศุภจี กล่าว
นางศุภจี กล่าวว่า วิกฤติพลังงานกดดันราคาสินค้า และค่าครองชีพของประเทศ หากตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลายโดยเร็ว อาจต้องยอมขยับราคาสินค้าบางประเภท ตามโครงสร้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง แต่ต้องไม่กระทบกับผู้บริโภคมากเกินไป ขณะที่ผู้ประกอบการก็ต้องอยู่รอด และไม่เกิดภาวะขาดแคลนสินค้า ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ จะมีโครงการต่างๆ ที่นำมาช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะสินค้าไทยช่วยไทย ที่จะขยายการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
นางศุภจี กล่าวว่า ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ถูกต่อว่าเยอะ ทำไมไม่คุมราคาสินค้า พอบอกว่า คุมไม่ได้ทั้งหมด ก็โดนต่อว่าอีก กระทรวงพาณิชย์ยอมยอมยกธงขาว ต้องยอมรับว่า กระทรวงพาณิชย์คุมสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เพราะบางสินค้าไม่ได้เป็นสินค้าควบคุม และไม่ได้เป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน เราพยายามทำตามอำนาจหน้าที่มีอยู่ ที่ทำได้เร็วที่สุด คือ หาสินค้าทางเลือก ที่มีคุณภาพดี ราคาประหยัด มาขายให้กับประชาชน ซึ่งก็คือ สินค้าไทยช่วยไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับผู้ผลิตสินค้า ห้างต่างๆ ร้านสะดวกซื้อ นำสินค้าเฮาส์แบรนด์ และแบรนด์รอง คุณภาพ มาลดราคาขายสูงสุด 58% เริ่มต้นแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.69
ล่าสุด สินค้าไทยช่วยไทย ได้เพิ่มสินค้าของผู้ผลิตท้องถิ่น สินค้าเกษตร สินค้าของผู้ผลิตเอสเอ็มอี ไม่ต่ำกว่า 2,000 ราย เข้ามาด้วย และได้เพิ่มช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้ง Shopee, TikTok, Lazada โดยผู้ประกอบการแพลตฟอร์มจะไม่เก็บค่าส่วนแบ่งการขาย (จีพี) 1 เดือน พร้อมสนับสนุนค่าขนส่งและคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 ใบ ให้กับผู้ซื้อ และในระยะต่อไป จะมีแพลตฟอร์มเข้าร่วมมากขึ้น ทั้ง Thailand Postmart, Nexgen, LINE และจะเชื่อมโยงกับคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะเดียวกัน เตรียมนำสินค้าไทยช่วยไทย มาเปิดจุดขายผ่าน 878 ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ทุกวันศุกร์ เริ่มวันที่ 1 พ.ค.นี้
ส่วนในพื้นที่ห่างไกล เตรียมใช้ รถเร่/รถพุ่มพวง และรถโมบายธงฟ้า รวม 5,000 คัน เคลื่อนที่ไปขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร สินค้าเกษตร ฯลฯ ยังชุมชนต่างๆ โดยจะเปิดรับสมัครผู้ค้าเข้าร่วมโครงการสัปดาห์หน้า และจะมีบัตรบัตรเติมน้ำมันให้ด้วย หากเป็นรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง จะช่วยค่าน้ำมัน 1,500 บาทต่อเดือน ส่วนรถกะบะ 3,000 บาทต่อเดือน คาดว่าจะเริ่มโครงการได้ช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพ.ค.นี้ นอกจากนี้ จะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ด้วยโครงการปุ๋ยธงเขียวพลัส ที่จะเริ่มต้นสิ้นเดือนเม.ย.นี้ และในระยะยาวจะมีปุ๋ยคนละครึ่ง
นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับการค้าระหว่างประเทศว่า จะต้องสร้างเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ คนการสร้างสมดุลในมิติผู้ประกอบการ สินค้า ตลาด และการค้าภาคบริการ โดยยึดกลยุทธ์การเชื่อมโยง Supply Chain ของไทย เข้ากับ Supply Chain ของโลก ลดการพึ่งพาตลาดหลักและกระจายสู่ตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่ยังค้างอยู่ เช่น ไทย-สหภาพยุโรป, ไทย–เกาหลีใต้ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพภายในประเทศ (Local Content) ด้วยนวัตกรรมการแปรรูปและการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการขยายการค้าภาคบริการ
ทั้งนี้ นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในระยะต่อไป จะเน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น และการปรับโครงสร้างรองรับในระยะยาว 5 เรื่อง ได้แก่
1. นโยบายดูแลค่าครองชีพ – สร้างรายได้ – ยกระดับชุมชน
2. นโยบายรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
3. นโยบายสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs/ชุมชน
4. นโยบายสร้างสมดุลการส่งออก
5. นโยบายยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ ขณะที่ผลงานตามนโยบาย Quick Big Win ช่วงที่ผ่านมา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 73,000 ล้านบาท เกษตรกรได้ประโยชน์ 6 ล้านครัวเรือนผู้ประกอบการได้ประโยชน์มากกว่า 193,000 ราย





