ธ.ก.ส.เดินหน้าสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ให้วงเงินกู้ 1 แสนบาทต่อราย ดอกเบี้ย 3% หนุนทำเกษตรแม่นยำ ชงบอร์ดเคาะกรอบวงเงิน 3 หมื่นล้าน 3 ปี พร้อมเริ่มดำเนินการทันที 30 เม.ย.
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. พร้อมเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผ่านโครงการ "สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง" ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยหลังจากมีการอนุมัติใน บอร์ดธ.ก.ส. ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ก็พร้อมดำเนินการทันที
โดยโครงการดังกล่าวเป็นการใช้รวงเงินเดิมจาก โครงการ ชุมชนสร้างไทย ที่ใช้งบประมาณภายใต้มาตรา 28 ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่อนุมัติไว้เมื่อเดือนธ.ค.2568 จึงไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ โดยนี้มีกรอบวงเงินปีละ 30,000 ล้านบาท ดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี ปล่อยกู้ให้เกษตรกรสูงสุดรายละไม่เกิน 100,000 บาท
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของโครงการคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่เกษตรแม่นยำ (Precision Farming) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต
โดยเกษตรกรจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ประการ ได้แก่
- ต้องผ่านการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) ตามหลักสูตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับธ.ก.ส. กำหนด
- ใช้ปุ๋ยสั่งตัด โดยผลิตจากแม่ปุ๋ย NPK ที่ผสมสูตรให้ตรงกับสภาพการวิเคราะห์ดินในพื้นที่
- ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง
- ต้องรับเงินค่าขายผลผลิตผ่านการโอนเข้าบัญชี และยินยอมให้ ธ.ก.ส. หักชำระหนี้จากเงินดังกล่าว
ทั้งนี้ ในขั้นตอนการปล่อยกู้ ธ.ก.ส. จะคิดอัตราดอกเบี้ยปกติที่ประมาณ 6% ไปก่อน เพื่อให้ทันต่อฤดูกาลเพาะปลูก และเมื่อเกษตรกรปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ครบถ้วน ธ.ก.ส. จะทำการคืนเงิน (Rebate) เพื่อลดดอกเบี้ยให้ โดยเกษตรกรจะรับภาระดอกเบี้ยเพียง 3% รัฐบาลชดเชยให้ 3% และ ธ.ก.ส. จะรับภาระส่วนที่เหลือ 0.4%
ในส่วนของเป้าหมายการเติบโตของ สินเชื่อปี 2569 ธ.ก.ส. ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น 30,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อในภาคการเกษตร 15,000 ล้านบาท และสินเชื่อนอกภาคการเกษตรอีก 15,000 ล้านบาท ปัจจุบัน ธ.ก.ส. มียอดสินเชื่อคงค้างรวมอยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท และมีเม็ดเงินสินเชื่อหมุนเวียนปล่อยใหม่ในระบบราว 700,000 - 800,000 ล้านบาทต่อปี
กลยุทธ์สำคัญคือการขยายการเติบโตในสินเชื่อนอกภาคการเกษตร เพื่อนำความแข็งแกร่งและกำไรมาช่วยพยุงภาคการเกษตร ซึ่งปัจจุบัน ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อนอกภาคการเกษตรไปแล้วประมาณ 13-14% จึงยังมีช่องว่างให้ขยายได้อีกราว 6-7% ก่อนจะชนเพดาน 20% ตามที่กฎกระทรวงกำหนด
ด้านการบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) คาดการณ์ว่า ณ สิ้นปีบัญชีจะอยู่ที่ระดับ 6.88% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 5.23% เนื่องจากภาคการเกษตรมีความเปราะบางจากภัยธรรมชาติและปัจจัยแวดล้อม อย่างไรก็ตาม หาก ธ.ก.ส. ไม่เข้าไปช่วยพยุงไว้ ตัวเลข NPL อาจทะลุไปถึง 7-9% แล้ว
เพื่อรักษาเสถียรภาพของธนาคาร ธ.ก.ส. ได้ตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Coverage Ratio) สูงถึงกว่า 400% นอกจากนี้ ธนาคารยืนยันว่าจะไม่มีการขายหนี้เสียออกไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) อย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นที่ดินทำกินของเกษตรกร แต่จะใช้วิธีเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การให้ผ่อนชำระบางส่วนก่อนแล้วขยายระยะเวลาชำระหนี้ส่วนที่เหลือออกไป เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอย่างถึงที่สุด





