"นิตินัย" อดีตข้าราชการคลัง โพสต์ชี้แจงมุมมองเศรษฐศาสตร์มหภาค ชี้หนี้โตได้ไม่ใช่เรื่องแปลกหากกู้ไปสร้างฐานรากปั๊มจีดีพีให้โตกว่า พร้อมระบุการอัดฉีดงบประมาณตรงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่ามาตรการลดภาษี
นายนิตินัย ศิริสมรรถการ นักวิชาการอิสระและอดีตข้าราชการกระทรวงการคลัง ได้แสดงทรรศนะผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ภายหลังจากที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรคประชาชน กล่าวในรายการเรื่อตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงจากการกู้เงินเพิ่ม 500,000 ล้านบาทของรัฐบาล โดยประเมินว่าภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ในงบประมาณปี 2569 จะสูงถึง 270,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9% เมื่อเทียบกับรายได้ที่จัดเก็บได้ และมีแนวโน้มจะกระโดดขึ้นเป็น 12% ในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวทะลุเกณฑ์มาตรฐานของการเป็นพันธบัตรระดับน่าลงทุน (Investment Grade) ที่ระบุว่าสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ไม่ควรเกิน 10%
พร้อมกันนี้ นางสาวศิริกัญญา ยังระบุเพิ่มเติมว่า หากมีการกู้เงินเพิ่ม รัฐจะต้องแบกภาระชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในงบปีหน้าถึง 520,000 ล้านบาท จากวงเงินงบประมาณรวม 3.78 ล้านล้านบาท ทำให้เหลือเม็ดเงินใช้จ่ายจริงไม่ถึง 3.3 ล้านล้านบาท และภาระผูกพันนี้จะพุ่งไปถึง 640,000 ล้านบาทในปี 2573 ซึ่งจะกัดกินพื้นที่ทางการคลังให้เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ
จากประเด็นข้อกังวลดังกล่าว นายนิตินัย ระบุว่าขออธิบายมุมมองทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคให้สังคมได้เห็นภาพอีกด้านของการบริหารหนี้สาธารณะ โดยเน้นย้ำว่าการที่หนี้จะเติบโตขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่ว่ารัฐบาลกู้เงินไปทำอะไร
นายนิตินัย อธิบายหลักการความสัมพันธ์ระหว่างหนี้และจีดีพีว่า หากรัฐบาลนำเงินกู้ไปใช้จ่ายในโครงการที่ไม่มีประโยชน์ สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะปรับตัวสูงขึ้นในวันหน้าแม้จะไม่มีการกู้เงินเพิ่มก็ตาม แต่ในทางกลับกัน หากนำเม็ดเงินไปลงทุนสร้างฐานรากทางเศรษฐกิจในระยะยาวจนทำให้จีดีพีเติบโตได้รวดเร็วกว่าหนี้ สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีก็จะลดต่ำลงเองตามธรรมชาติ ดังนั้น การกู้เงินจึงทำได้ตราบใดที่เม็ดเงินนั้นสร้างการเติบโตได้ไม่น้อยกว่าตัวจีดีพี
ในมิติของการจัดทำงบประมาณ นายนิตินัย ขยายความว่า หากต้องการให้งบประมาณมีกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เม็ดเงินงบประมาณก็จะต้องใหญ่และเติบโตในสัดส่วนเดียวกับจีดีพี ซึ่งในเชิงคณิตศาสตร์แล้ว การเติบโตของหนี้จะไม่เข้าไปเบียดบังงบประมาณเลย หากบริหารจัดการให้งบประมาณเติบโตในอัตราเดียวกับจีดีพี และให้หนี้เติบโตในอัตราเดียวกับงบประมาณ สัดส่วนหนี้ต่องบประมาณก็จะอยู่ในระดับที่สมดุลเท่าเดิม
สำหรับประเด็นเรื่องต้นทุนการกู้ยืมและดอกเบี้ยที่หลายฝ่ายแสดงความกังวล นายนิตินัยให้มุมมองว่า การกู้เงินย่อมมีต้นทุนและภาระดอกเบี้ยตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากต้นทุนของการกู้สามารถเข้าไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากกว่าการไปกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีก็จะไม่เพิ่มขึ้นหรืออาจปรับลดลงได้ในท้ายที่สุด
นอกจากนี้ ในส่วนของแนวคิดที่เสนอว่ารัฐบาลไม่ควรกู้เงินมาแจกจ่ายแต่ควรหันไปใช้วิธีลดภาษีแทนนั้น นายนิตินัย อธิบายตามหลักทฤษฎีการคลังว่า การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนและแม่นยำกว่าการใช้มาตรการทางภาษี พร้อมยกตัวอย่างมาตรการลดภาษีน้ำมันที่มักเป็นเรื่องยากในการประเมินว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงคือกลุ่มใดและในสัดส่วนเท่าใด
ซึ่งแตกต่างจากการอัดฉีดเม็ดเงินรายจ่ายลงไปที่รัฐสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้รับประโยชน์ได้อย่างเจาะจงมากกว่า อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามรอดูความชัดเจนต่อไปว่ารัฐบาลจะนำเม็ดเงินรายจ่ายไปพุ่งเป้าที่กลุ่มใดบ้าง





