กบง. ลดราคาหน้าโรงกลั่นอีก 3 บาท เป็น 5 บาท มีผลพรุ่งนี้ ถึง 9 พ.ค.69 จากนั้นจะลดเพิ่มอีก 3 บาท ลุ้นราคาหน้าปั๊มเย็นนี้ เล็ง นำเงินโรงกลั่นเกือบ 10,000 ล้านบาท ใช้หนี้กองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบ 60,000 ล้านบาท
วันนี้ (23 เม.ย.69) นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพลังงาน (กบง.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้ ลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมัน จากเดิมที่เคยลดลง 2 บาท เป็นเพิ่มอีก 3 บาท เปลี่ยนเป็นลดลง 5 บาท จนถึงวันที่ 9 พ.ค.2569 ซึ่งจะพยายามประกาศลงราชกิจจานุเบกษาให้ทันภายในวันนี้ เพื่อให้มีผลในวันพรุ่งนี้เช้า จากนั้นจะมีการประชุมอีกครั้งเพื่อปรับลดลงอีก 3 บาทในครั้งต่อไป
สำหรับการลดราคาหน้าโรงกลั่น 5 บาท ดูจากตัวเลขในช่วงเดือนเม.ย.ที่ค่าการกลั่นสูงเฉลี่ยกว่า 14 บาท ซึ่งคณะกรรมการฯ อนุญาตให้โรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง ส่งตัวเลขต้นทุนนำที่สูงกว่าปกติ เช่น ค่าประกันหรือค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น มาให้ที่ประชุมพิจารณาลบส่วนต่างที่เป็นผลประโยชน์ส่วนเกินออกหาตัวเลขที่เหมาะสมว่าอยู่ที่เท่าไร ซึ่งพิจารณาทั้งดีเซล และเบนซิน
นอกจากนี้ ข้อมูลในช่วงต้นเดือนเม.ย. 2 สัปดาห์ มีส่วนเกินอยู่ 5,000 ล้านบาท จึงนำตัวเลขดังกล่าวมาเป็นส่วนลดให้กับน้ำมันดีเซล ดังนั้นเมื่อรวมส่วนต่างที่ปรับลดลงทั้ง 2 ครั้ง ทำให้จะได้เงินส่วนต่างจากโรงกลั่นเกือบ 10,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่น และส่วนหนึ่งจะนำไปลดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งจะลดได้เท่าไร ต้องรอดูราคาสิงคโปร์ในช่วงเย็นวันนี้ก่อน
"สถานการณ์ขณะนี้สิงคโปร์ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลเกือบ 3 บาท แต่ไทยยังไม่มีการปรับราคาหน้าปั๊มยังคงตรึงราคาไว้ แต่การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 5 บาท ไม่ได้หมายความว่าราคาหน้าปั๊มจะลดลง 5 บาท เพราะต้องคำนึงถึงสถานกองทุนน้ำมันฯ ด้วย"
ทั้งนี้ จากนี้ไปการพิจารณาปรับขึ้นหรือลงราคาน้ำมันจะไม่ให้กระชากจนเกินไป แต่จะเป็นในลักษณะทยอยขึ้นหรือทยอยลง และจะไม่ปรับขึ้นปรับลงเหมือนตลาดนัด จะทำอะไรต้องทำให้เป็นเรื่องเป็นราว
นายเอกนัฏ กล่าวเน้นย้ำว่า การลดราคาหน้าโรงกลั่นส่วนหนึ่งจะนำไปลดภาระของกองทุนน้ำมันฯ ได้ เพราะขณะนี้กองทุนเป็นหนี้อยู่เกือบ 60,000 ล้านบาท หากไม่รีบใช้หนี้ในอนาคตผู้ใช้น้ำมันก็จะใช้น้ำมันในราคาที่แพงขึ้นอย่างผิดปกติ หากสามารถทยอยใช้หนี้จนไม่ต้องกู้มาเพิ่มด้วยการใช้กระทรวงการคลัง มาค้ำประกันการกู้เงิน ก็จะเป็นเรื่องที่ดีต่อฐานะของกองทุนน้ำมันฯ ด้วย
ดังนั้น เราจึงบริหารจัดการเงินกู้ในกรอบที่มีอยู่ ซึ่งหากมีการกู้จริงก็จะเป็นการกู้ในกรอบของกองทุนน้ำมัน ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท ไม่ต้องขยายกรอบจนถึง 150,000 ล้านบาท ซึ่งออกเป็นพ.ร.ก. กู้เงิน ที่จะกระทบต่อสถานการณ์ของประเทศ หรือพูดง่ายๆ ว่าเจรจาให้ผู้ค้าหยุดหนี้ของกองทุนฯ ออกไป และพยายามบริหารให้ไม่ต้องไปกู้เงินไปคืน จึงต้องพยายามทำให้กองทุนขาดทุนต่อวันให้เหลือประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อให้มีเงินไปคืนเจ้าหนี้ได้ ซึ่งสถานการณ์ในเวลานี้ยังอยู่ได้
“การลดราคาหน้าโรงกลั่นเปรียบเสมือนให้โรงกลั่นมาช่วยใช้หนี้ตรงนี้ สามารถคิดแบบนี้ได้ เพราะมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท การบริหารสถานการณ์ขณะนี้ต้องทำอย่างรอบคอบเพื่อรับมือหากมีระเบิดลูกที่สอง แต่หากไม่มีราคาหน้าปั๊มก็จะทยอยลดลง”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





