วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ลุ้นบอร์ด 'บีโอไอ' รื้อเกณฑ์ลงทุนใหม่ ‘วราวุธ’ ดันคัดอุตฯ ทำไทยได้ประโยชน์จริง

จับตาบอร์ด "บีโอไอ" 23 เม.ย. 69 รื้อเกณฑ์ลงทุนใหม่ ‘วราวุธ’ ดันคัดอุตฯ ทำไทยได้ประโยชน์จริง เข้ม Local Content–จ้างงาน

KEY POINTS

  • นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เผยว่าการประชุมบอร์ดบีโอไอในวันที่ 23 เม.ย. 2569 จะหารือถึงการปรับเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยเน้นคัดเลือกอุตสาหกรรมที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศอย่างแท้จริง
  • กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอให้ยกระดับเงื่อนไขการลงทุน โดยกำหนดให้โครงการต้องสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น ผ่านการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) และการจ้างงานคนไทย
  • แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่การปิดกั้นการลงทุน แต่เป็นการปรับสมดุลเพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์สูงสุด โดยจะพิจารณาว่าอุตสาหกรรมที่เข้ามามีการเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนและสร้างงานในประเทศหรือไม่
  • รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่าเงื่อนไขบีโอไอบางส่วนอาจล้าสมัย จึงต้องทบทวนเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป และทำให้การให้สิทธิประโยชน์มีความคุ้มค่า
  • กระทรวงอุตสาหกรรมยังเน้นย้ำถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร เพื่อต่อยอดจุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
  • การประชุมครั้งนี้ถูกจับตามองว่าจะเป็นการ "รีเซ็ต" นโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทย โดยเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณเงินลงทุน ไปสู่การเน้นคุณภาพและผลประโยชน์เชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ในวันที่ 23 เม.ย. 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะมีการหารือถึงแนวทางปรับเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยเน้นการ “คัดเลือกอุตสาหกรรม” ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอให้มีการ “ยกระดับเงื่อนไข” การดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะการกำหนดให้โครงการที่เข้ามาลงทุนต้องสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศมากขึ้น ทั้งในมิติของการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) และการจ้างงานแรงงานไทยอย่างเป็นรูปธรรม หลังพบว่าบางอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศ หรือมีการจ้างงานในประเทศในระดับจำกัด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เป็นการ “ปิดกั้นการลงทุน” แต่เป็นการปรับสมดุลให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากเม็ดเงินลงทุนที่เข้ามา ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ ซึ่งยังคงเปิดรับการลงทุน แต่ต้องพิจารณาว่ามีการใช้ชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบในประเทศ เช่น แผงวงจรพิมพ์ (PCB) หรือไม่ รวมถึงสร้างการจ้างงานในประเทศมากน้อยเพียงใด

“เราไม่ได้บอกว่าจะไม่รับบางอุตสาหกรรม แต่ต้องดูว่าเมื่อเข้ามาแล้ว ประเทศไทยได้อะไรบ้าง มีการจ้างงานหรือไม่ ใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างไร หากบางอุตสาหกรรมมีการใช้ Local Content สูงถึง 80-100% ก็เป็นสิ่งที่เราพร้อมสนับสนุน ดังนั้นจำเป็นต้องหารือร่วมกับกระทรวงการคลังและบีโอไอ เพื่อปรับเงื่อนไขให้เหมาะสม” นายวราวุธ กล่าว

เขายังสะท้อนว่า เงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอบางส่วนอาจล้าสมัย เนื่องจากถูกกำหนดขึ้นมานานแล้ว จึงถึงเวลาที่ต้องทบทวนให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป เพื่อให้การให้สิทธิประโยชน์ “คุ้มค่า” กับสิ่งที่ประเทศได้รับ

นอกจากนี้ ภายใต้สถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ รัฐบาลมองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมอย่างรอบคอบ โดยต้องพิจารณาว่าอุตสาหกรรมใดควรได้รับการส่งเสริมในช่วงเวลาใด และต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ในมุมมองของกระทรวงอุตสาหกรรม ย้ำว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” ยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศไทย จึงควรเร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร เพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่ไปกับการคัดกรองการลงทุนใหม่ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

การประชุมบอร์ดบีโอไอครั้งนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการ “รีเซ็ตนโยบายส่งเสริมการลงทุน” ของไทย เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเน้นปริมาณเงินลงทุน ไปสู่การเน้น “คุณภาพและผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต