ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ตอบคำถามในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ว่า เป้าหมายยุทธศาสตร์ระยะยาว (Vision 2030) บริษัทประกาศความมุ่งมั่นที่จะขยายอาณาจักรพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความยั่งยืน
สำหรับเป้าหมายกำลังการผลิต บริษัทฯ โดยตั้งเป้าหมายมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 เมกะวัตต์ (MW) ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 6,000 เมกะวัตต์ โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปกติ (Normal Net Profit) ในอนาคตจะขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 4,000 - 5,000 ล้านบาท ตามการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ
ส่วนการปรับพอร์ตพลังงานสะอาด มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ให้มากกว่า 50%ของพอร์ต เพื่อลดความผันผวนจากราคาแก๊สและต้นทุนการดำเนินงาน
สำหรับกลยุทธ์การบริหารจัดการทรัพย์สินและการเงิน (Asset Monetization) เพื่อเตรียมงบลงทุนสำหรับโครงการใหม่และลดภาระหนี้ บริษัทได้วางแนวทางบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ
การขายทรัพย์สิน (Asset Monetization) พิจารณานำโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์จนเต็มมูลค่าแล้ว (Full Value) ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าแก๊สและพลังงานทดแทน มาแปลงเป็นเงินสด
ส่วนทางเลือกในการระดมทุน มีการพิจารณาทั้งการหา Strategic Partner เข้ามาร่วมลงทุนในระดับโครงการ หรือการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพื่อรับรู้รายได้จากการบริหารจัดการสินทรัพย์
ในขณะที่โครงสร้างหนี้ ปัจจุบันบริษัทมีระดับหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net D/E Ratio) อยู่ที่ประมาณ 2 เท่า และมีเงื่อนไขตามสัญญาเงินกู้ (Covenant) ไม่เกิน 3 เท่า ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่บริหารจัดการได้ โดยมีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย (Cost of Debt) อยู่ที่ประมาณ 4% และ WACC อยู่ที่ 6-7%
สำหรับการรับมือกับวิกฤติราคาพลังงานและนโยบายภาครัฐ ผู้ถือหุ้นมีความกังวลเรื่องราคาแก๊สและค่าไฟ (Ft) ที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล ซึ่งบริษัทได้ชี้แจงแนวทางแก้ไขดังนี้
1. การปรับสูตรค่าไฟฟ้า (Gas Link Formula) บริษัทดำเนินการเจรจากับลูกค้าอุตสาหกรรมเพื่อปรับสูตรค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนราคาแก๊สที่แท้จริง ปัจจุบันสัดส่วนสัญญา 93% เป็นสัญญาที่ส่งผ่านต้นทุนได้แล้วซึ่งเป็นสัญญาระยะยาวกับภาครัฐ ส่วนอีก 7% กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม (800 เมกะวัตต์) กำลังเร่งเจรจาให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพ.ค.และมิ.ย.นี้ ซึ่งเจรจาแล้ว 400 เมกะวัตต์
2. ความได้เปรียบของ IPP โดยโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ในอนาคตจะสามารถส่งผ่านราคาแก๊สไปยังสูตรค่าไฟฟ้าได้โดยตรง ทำให้กำไรมีความเสถียรมากขึ้น ไม่ผันผวนตามนโยบายภาครัฐ
ส่วนการขยายธุรกิจสู่ตลาดสากล บี.กริม ย้ำภาพลักษณ์การเป็นบริษัทไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีโครงการสำคัญในหลายประเทศ อาทิ
- เกาหลีใต้ เป็นบริษัทต่างชาติรายแรกๆ ที่เข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ทั้งบนบกและในทะเล
- กัมพูชา โครงการโซลาร์ฟาร์มประสบความสำเร็จอย่างสูง ได้รับค่าไฟฟ้า (FIT) ในอัตราจูงใจถึง 7.6 ดอลลาร์ และได้รับการยอมรับว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่ดีที่สุดในกัมพูชาปี 2021
- มาเลเซีย มีโอกาสขยายตัวสูงในโครงการ IPP และ SPP ขนาดรวมกว่า 1,500 เมกะวัตต์
- เวียดนาม ดำเนินการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ประเทศอื่นๆ มีการขยายการลงทุนไปยังญี่ปุ่น (พลังงานลม), ฟิลิปปินส์, ออสเตรเลีย, อิตาลี และสหรัฐอเมริกา (พลังงานน้ำ) เป็นต้น
เดินหน้า New S-Curve: Data Center และ Digital Infrastructure ทั้งนี้ บริษัทรุกคืบสู่ธุรกิจเทคโนโลยีเพื่อสร้างรายได้ใหม่ ทั้ง
- Data Center บีกรีมไม่ได้เป็นเพียงผู้ร่วมลงทุน แต่เป็นเจ้าของและผู้บริหารจัดการเอง เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านไอทีและ AI
- โครงการ NTT ได้รับลูกค้ากลุ่ม Data Center ขนาดใหญ่ 100 เมกะวัตต์ และกำลังพัฒนาโครงการ Digital Age/Data Center รวมกว่า 96 เมกะวัตต์ ซึ่งเฟสแรกจะเริ่มรับรู้รายได้ปลายปีนี้
สำหรับเป้าหมายรายได้ คาดว่าธุรกิจ Digital Infrastructure as a Service จะทำรายได้ประมาณ 10% ของรายได้รวมภายใน 3 ปีข้างหน้า
ส่วนความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล (Confidence & Trust) ขอเน้นย้ำถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของบริษัทกว่า 148 ปี ความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น แม้ราคาหุ้นในปัจจุบันจะยังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงเนื่องจากสถานการณ์สงครามและความกังวลเรื่องราคาแก๊ส แต่บริษัทเชื่อมั่นว่าผลประกอบการจะดีขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2026 เป็นต้นไป
โดยมีคะแนนความผูกพันของพนักงาน (Engagement Score) สูงถึง 83.7% และมีโครงการให้พนักงานร่วมถือหุ้น (Employee Incentive Program) เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกับบริษัท พร้อมความรับผิดชอบต่อสังคม มุ่งเน้นการพัฒนาคนไทยให้เท่าทันเทคโนโลยี AI และ Open Source เพื่อให้รายได้และโอกาสตกอยู่กับคนในประเทศ





