รัฐบาลเดินหน้านโยบายกำหนด ค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบตั๋วร่วม โดยแนวทางสำคัญที่ดำเนินการมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วจะเจรจากับภาคเอกชนผู้รับสัมปทานเพื่อซื้อคืน ซึ่งจะทำให้ภาครัฐกำหนดอัตราค่าโดยสารได้
สำหรับสัญญาสัมปทานที่รัฐต้องเจรจาซื้อคืนสิทธิในการบริหารจากเอกชนปัจจุบันมี 4 โครงการ ซึ่งมีรูปแบบสัญญาสัมปทาน PPP Net Cost โดยเอกชนได้รับสิทธิในการลงทุน ระบบเดินรถ และให้บริการเดินรถ พร้อมทั้งเป็นผู้จัดเก็บรายได้ ประกอบด้วย
1.) รถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสุขุมวิท (สีเขียวอ่อน) หมอชิต-อ่อนนุช และสายสีลม (สีเขียวเข้ม) สนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน โดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทำสัญญาสัมปทานกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด หรือ BTSC ครอบคลุมสัมปทานหลัก ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน สิ้นสุดในปี 2572
นอกจากนี้ มีสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้า สิ้นสุดสัญญาในปี 2585 ครอบคลุมส่วนหลัก หมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬา-สะพานตากสิน ส่วนต่อขยายที่ 1 สะพานตากสิน-บางหว้า และอ่อนนุช-แบริ่ง รวมถึงส่วนต่อขยายที่ 2 หมอชิต-คูคต และส่วนต่อขยายที่ 2 แบริ่ง-สมุทรปราการ
2.) รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีหัวลำโพง-สถานีบางซื่อ และส่วนต่อขยายสถานีหัวลำโพง-หลักสอง โดย รฟม.ทำสัญญากับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ครอบคลุมสัมปทานบริการเดินรถ จัดเก็บรายได้ค่าโดยสาร และการพัฒนาเชิงพาณิชย์ สิ้นสุดในปี 2592
ทั้งนี้ ตามสัญญาสายสีน้ำเงินกำหนดให้ BEM มีภาระผูกพันต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนจากค่าโดยสาร และจากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ให้แก่ รฟม.ตามอัตราที่ระบุในสัญญาสัมปทาน โดยจะหมดระยะเวลาสัมปทานในปี 2593
3.) รถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีแคราย-มีนบุรี โดย รฟม.ทำสัญญากับบริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโลเรล จำกัด (NBM) เป็นสัมปทานรูปแบบ PPP Net Cost เอกชนลงทุนก่อสร้างงานโยธา งานระบบและจัดหาขบวนรถ รวมถึงงานเดินรถ และบำรุงรักษา 30 ปี นับจากเปิดให้บริการ โดยรัฐจ่ายเงินสนับสนุนแก่เอกชนเป็นเงินสนับสนุนค่างานโยธา ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี โดยจะหมดระยะเวลาสัมปทานปี 2596
4.) รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีลาดพร้าว-สำโรง โดย รฟม.ทำสัญญากับบริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (EBM) เป็นสัมปทานรูปแบบ PPP Net Cost เอกชนลงทุนก่อสร้างงานโยธา งานระบบและจัดหาขบวนรถ รวมถึงงานเดินรถ และบำรุงรักษา 30 ปีนับจากเปิดให้บริการ โดยรัฐจ่ายเงินสนับสนุนแก่เอกชนเป็นเงินสนับสนุนค่างานโยธา ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี หมดระยะเวลาสัมปทานปี 2596
ซื้อคืนให้ รฟม.บริหารระบบตั๋วร่วม
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบตั๋วร่วม โดยขณะนี้ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 (พ.ร.บ.ราง) รมถึง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ.2568 (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) ผ่านวุฒิสภาแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูก ซึ่งหากกระบวนการนี้แล้วเสร็จจะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
หลังจากนั้นจะเริ่มขั้นตอนการซื้อคืนรถไฟฟ้าจากเอกชน เพื่อเริ่มจัดทำแนวคิดการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) คือ โอนย้ายรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายไปอยู่ภายใต้การดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สามารถบริหารจัดการระบบร่วมกัน
พร้อมจัดทำอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าภายใต้กรอบราคาเดียวกัน แตะจ่ายค่าโดยสารอย่างสะดวกด้วยบัตรใบเดียว คือ บัตร EMV Contactless
มั่นใจเจรจา BTS-BEM จบใน มิ.ย.นี้
อย่างไรก็ดี เพื่อให้การจัดทำนโยบายดังกล่าวเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เบื้องต้นประเมินว่ากระบวนการทางกฎหมาย การจัดทำกฎหมายลูกจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.2569
ดังนั้น กระทรวงคมนาคม จะเริ่มกระบวนการเจรจากับเอกชนคู่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าคู่ขนานไปพร้อมกัน คือ BTS และ BEM โดยจะเริ่มเจรจาภายในเดือน พ.ค.นี้
“ในเดือน พ.ค.นี้ กระทรวงคมนาคมต้องเริ่มไปเจรจากับเอกชนทั้ง 2 รายเลย เรื่องการซื้อคืนรถไฟฟ้าว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง โดยนโยบายนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลและกระทรวงฯ จะผลักดันให้เป็นของขวัญประชาชน รถไฟฟ้าทุกสายจะต้องใช้ราคาเดียวกันเริ่มต้น 40 บาทตลอดวัน เริ่ม 1 ม.ค.2570 รวมทั้งต้องเชื่อมระบบการแตะจ่ายตั๋วร่วมครอบคลุมไปถึงรถเมล์ และเรือโดยสาร”
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า พ.ร.บ.ราง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 มีกฎหมายลูกรวม 77 ฉบับ และกฎหมายลูกบางฉบับพร้อมประกาศบังคับใช้
ทั้งนี้ วันที่ 23 เม.ย.2569 จะประชุมคณะกรรมการนโยบายขนส่งทางราง เพื่อพิจารณากฎหมาย อาทิ ปรับข้อกำหนดเด็กเล็กใช้บริการรถไฟฟ้าแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ขยายเกณฑ์จำกัดส่วนสูงจากเดิม 90 เซนติเมตร เป็น 120 เซนติเมตร
รฟม.เร่งประเมินมูลค่าสัญญารถไฟฟ้า
นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า รฟม.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ งานสัญญาจ้างบริหารจัดการเดินรถและซ่อมบำรุง O&M (Operation and Maintenance) และสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อประเมินมูลค่าแต่ละสัญญาในโครงการรถไฟฟ้า นำไปประกอบการเจรจากับเอกชนคู่สัญญา
แหล่งข่าวจาก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เบื้องต้นประเมินมูลค่าสินทรัพย์และสัญญา O&M ภายใต้สัมปทานรถไฟฟ้าของ BTS และ BEM รวม 1.4 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ จะไม่ใช้แนวทางนำเงินงบประมาณไปซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า แต่การนำสัมปทานจากเอกชนกลับมาเป็นของรัฐ จะใช้วิธีแก้สัญญาจากรูปแบบ PPP Net Cost ที่เอกชนได้รับสิทธิในการลงทุน ระบบเดินรถ และให้บริการเดินรถ พร้อมทั้งเป็นผู้จัดเก็บรายได้ ปรับเป็นสัญญา PPP Gross Cost โดยรัฐรับความเสี่ยงด้านรายได้จากค่าโดยสารทั้งหมด รวมถึงการว่าจ้างเอกชนเป็นผู้เดินรถและซ่อมบำรุง
“การซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า แน่นอนว่าจะไม่มีการใช้เงินซื้อคืนจากภาคเอกชนเพื่อเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ แต่จากการศึกษาจะใช้แนวทางปรับสัญญาให้เป็น PPP Gross Cost เพื่อให้รัฐเป็นเจ้าของสัมปทานรถไฟฟ้าและว่าจ้างเอกชนเดินรถตามเดิม"
รวมทั้งเอกชนจะยังคงได้สิทธิในการเดินรถตามระยะเวลาสัมปทานเดิมกำหนดไว้ ได้ค่าจ้างเดินรถ และเมื่อรัฐสามารถเก็บรายได้ค่าโดยสารพ้นภาวะขาดทุนก็จะทยอยจ่ายค่าสินทรัพย์ให้กับเอกชนตามที่ประเมินราคาไว้”
PPP Gross Cost รัฐไม่เสียประโยชน์
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม มั่นใจว่าแนวทางการโอนย้ายสิทธิบริหารรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐ โดยทำการเจรจาแก้สัญญาเป็น PPP Gross Cost นอกจากรัฐจะไม่เสียประโยชน์ ไม่ต้องใช้งบประมาณ ไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มแล้ว
ทางด้านของเอกชนยังสามารถนำสัมปทานใหม่ไปค้ำประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ยังได้สิทธิค่าจ้างงานเดินรถตามสัญญากำหนด และเมื่อรัฐมีรายได้เพียงพอ ก็จะจ่ายค่าสินทรัพย์งานโยธาคืน ทำให้เอกชนไม่ได้เสียประโยชน์จากแนวทางดำเนินงานครั้งนี้
เร่งรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดสาย
แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า เมื่อมีการโอนย้ายสิทธิบริหารรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐแล้ว กระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าทำนโยบายรถไฟฟ้าเริ่มต้น 40 บาทตลอดวัน โดยจากผลการศึกษาเบื้องต้นพบแนวทางที่เหมาะสม คือ กำหนดจัดเก็บค่าโดยสารเริ่มต้น 40 บาทตลอดวัน กรณีผู้โดยสารเดินทางไม่เกิน 40 นาทีต่อเที่ยว หรือประมาณ 10 สถานีต่อเที่ยว โดยไม่จำกัดจำนวนเที่ยวต่อวัน
ทั้งนี้ หากเดินทางเกินกว่า 40 นาทีขึ้นไป จะจัดเก็บค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีก 20 บาท หรือคิดเป็นเหมาจ่ายรวม 60 บาทตลอดวัน สามารถเดินทางเชื่อมต่อได้ในระบบรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย
BTS มั่นใจผลเจรจา Win-Win
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กระทรวงคมนาคมยังไม่นัดหารือกับ BTS แต่ภาคเอกชนพร้อมที่จะเจรจากับภาครัฐ โดยเชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะ Win-Win ระหว่างภาครัฐ ประชาชนและเอกชน
รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะเจรจาได้ข้อยุติภายในเดือน มิ.ย.2569 เพราะเป็นประเด็นที่รัฐบาลก่อนหน้านี้เคยนำเสนอขึ้นมาและรัฐบาลปัจจุบันมาดำเนินการต่อ รวมทั้งในสัญญาสัมปทานมีการระบุถึงการเจรจาดังกล่าว
ทั้งนี้ เงื่อนไขการเจรจาที่ได้ข้อสรุปขึ้นกับข้อตกด้านราคาซื้อคืนสัมปทาน รวมถึงการได้ประโยชน์จากการที่ภาครัฐดำเนินนโยบายตั๋วร่วม รวมทั้งไม่มีการใชข้งบประมาณรัฐ โดยประชาชนได้ประโยชน์ด้านค่าโดยสาร และภาคเอกชนดำเนินธุรกิจต่อไปได้





