นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงความคืบหน้าของนโยบายโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิตกำลังเร่งจัดทำรายละเอียด สรุปสาระสำคัญ และกรอบแนวคิด (Conceptual Framework) เพื่อเตรียมเสนอทางเลือกต่างๆ ให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาเพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย โดยคาดว่าจะสามารถนำเสนอรายละเอียดทั้งหมดได้เร็วที่สุดไม่เกินช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้
สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ ทีมงานกำลังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดอย่างรอบด้าน โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาประเมินร่วมด้วย ได้แก่
1.ความสามารถในการผลิตของค่ายรถยนต์ ต้องประเมินความพร้อมและกำลังการผลิตของผู้ประกอบการ เพื่อดูว่ามีความสามารถที่จะผลิตรถยนต์รองรับความต้องการได้มากน้อยแค่ไหน
2.ปริมาณรถเป้าหมายในโครงการ ต้องคำนวณจำนวนรถที่เหมาะสมในการเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ทราบปริมาณและลักษณะของรถที่จะเข้าสู่ระบบ และป้องกันไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน
3.การจัดการรถเก่าที่นำมาแลก เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ต้องมีแนวทางรองรับว่ารถเก่าที่นำมาเข้าโครงการจะถูกจัดการอย่างไร โดยต้องพิจารณาทั้งเรื่องอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของผู้ที่เกี่ยวข้องประกอบกัน
4.ประเภทของรถยนต์ใหม่ เบื้องต้นคาดว่ายานยนต์ที่จะเข้าร่วมโครงการ จะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) แต่อาจจะครอบคลุมไปถึงยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น รถยนต์ไฮบริด
ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องเกณฑ์อายุของรถเก่าที่จะนำมาแลก เช่น เกณฑ์รถอายุ 10 ปี รวมถึงความเหมาะสมของราคารถยนต์ใหม่และขนาดแบตเตอรี่นั้น ยังคงต้องรอข้อสรุปจากการศึกษาอย่างละเอียดอีกครั้ง เช่นเดียวกับเรื่องของวงเงินงบประมาณโครงการที่จะต้องใช้ดำเนินการ ซึ่งจะแปรผันตามจำนวนรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการเป็นหลัก
ทั้งนี้ ทางกรมฯ กำลังพยายามดำเนินการผลักดันโครงการนี้ให้เร็วที่สุดตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ ประกอบกับกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้เร่งดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมากรมสรรพสามิตมีต้นทุนจากการศึกษาข้อมูลเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว จึงสามารถนำมาต่อยอดและเร่งดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้ทันที





