นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีโดยมุ่งเน้นการปฏิรูประบบงบประมาณครั้งสำคัญด้วยหลักการ งบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) ซึ่งจะไม่ยึดติดกับฐานงบประมาณเดิมที่แต่ละหน่วยงานเคยได้รับในปีก่อนหน้า แต่จะพิจารณาจากความจำเป็นและความคุ้มค่าเป็นหลัก โดยตั้งเป้าหมายว่าร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 จะสามารถประกาศใช้ได้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามกรอบปีงบประมาณปกติ
สำหรับการจัดทำคำขอนั้น นายภราดรระบุว่าได้ให้แนวทางหน่วยรับงบประมาณเสนอคำขอเพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 20% จากวงเงินปีที่ผ่านมา เพื่อลดภาระในการพิจารณาตัดลดงบประมาณที่เกินจริง ซึ่งในอดีตมักมีการขอเกินกว่าวงเงินที่ได้รับจริงถึง 2-3 เท่า โดยทุกโครงการที่จะได้รับการพิจารณาเป็นอันดับต้นต้องตอบโจทย์สำคัญ 3 ประการ คือ
1.สถานการณ์โลกและสงคราม
2.สถานการณ์ของประเทศ
และ 3. การเยียวยาช่วยเหลือประชาชน
หากโครงการใดไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะถูกจัดลำดับความสำคัญไว้ภายหลัง โดยหน่วยงานราชการต้องเสนอโครงการเข้ามาภายในวันที่ 1 พ.ค.นี้เพื่อให้สำนักงบประมาณพิจารณา
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) โดยสั่งการให้หน่วยงานราชการชะลอโครงการที่ยังไม่มีความจำเป็น เช่น การก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่เป็นเวลา 1-2 ปี หากจำเป็นให้ใช้วิธีการเช่าแทน รวมถึงไม่อนุญาตให้มีการเดินทางไปดูงานต่างประเทศเพื่อประหยัดงบประมาณ ส่วนงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดได้สั่งให้ชะลอโครงการประเภทถนนและแหล่งน้ำที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหลัก และให้เน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
โดยในส่วนของงบประมาณกลุ่มจังหวัดจาก 2 หมื่นกว่าล้านบาท คาดว่าจะเหลือ 4 พันล้านบาท อีกทั้งยังมีการปรับลดแผนงานบูรณาการจาก 9 แผน เหลือเพียง 3 แผนสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ, รัฐบาลดิจิทัล และการป้องกันปราบปรามการทุจริต
ส่วนในด้านนโยบายพลังงาน นายภราดรกล่าวว่ารัฐบาลมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (Energy Transformation) โดยกำชับให้หน่วยงานราชการพิจารณาเช่าหรือซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นอันดับแรก และส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนอาคารรัฐเพื่อลดค่าใช้จ่าย
สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายภราดรยืนยันว่าเงินที่ได้จากการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นจะถูกนำไปจัดสรรให้กับโครงการภายใต้ร่มใหญ่ชื่อ "ไทยช่วยไทย" เพื่อเยียวยาประชาชน ซึ่งรวมถึงโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ที่คาดว่าจะครอบคลุมประชาชน 20-30 ล้านคน โดยตั้งเป้าวงเงินความช่วยเหลือเบื้องต้นไม่น้อยกว่าครั้งก่อน หรือประมาณ 2,000 บาท นอกจากนี้ยังมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผ่าน ธ.ก.ส. เช่น ปุ๋ยราคาถูกและการลดดอกเบี้ย รวมถึงโครงการธงฟ้าและรถพุ่มพวงของกระทรวงพาณิชย์
เมื่อถามว่ากรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 กำหนดไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท จะมีวงเงินที่ใช้ได้เท่าไหร่ หากไม่รวมงบประมาณรายจ่ายประจำปี นายภารดรกล่าวว่าคาดว่าจะมีงบประมาณที่ใช้บริหารจัดการนโยบายได้จริง (Fiscal Space) ประมาณ 7-8 แสนล้านบาท หลังหักรายจ่ายประจำและเงินเดือนข้าราชการ
ส่วนการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณปี 2569 วงเงินประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาทนั้น คาดว่าจะเสนอต่อสภาฯได้ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 หลังจากที่ ครม. เห็นชอบรายละเอียดงบปี 2570 เพื่อให้สามารถตั้งงบชดใช้เงินคงคลังจำนวน 7 หมื่นล้านบาทไว้ในงบปี 2570 ได้ตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยให้เงินที่โอนมาสามารถนำไปใช้เยียวยาประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องนำการโอนงบประมาณส่วนนี้ไปใช้หนี้เงินคงคลังของรัฐบาลก่อน





