วานนี้ (20 เม.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกระแสข่าวการเตรียมออกพระราชกำหนด พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท การขยายเพดานหนี้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% ของ GDP รวมถึงประเด็นการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาความจำเป็น และข้อกฎหมาย ซึ่งจะมีการหารือร่วมกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในวันนี้ (21 เม.ย.69)
ชูกลยุทธ์ 4T จากเวทีโลก เน้นรัดเข็มขัด หั่นงบปี 2570
ภายหลังเดินทางกลับจากการประชุมประจำปีผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นายเอกนิติ ได้นำแนวทางการบริหารจัดการเศรษฐกิจในภาวะวิกฤติของต่างประเทศมาหารือร่วมกับทีมเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงหลักการ 4T ซึ่งได้รับการยอมรับจากเวทีโลก ได้แก่:
- Target: การเยียวยากลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด
- Transition: การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประชาชน โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
- Transform: การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
- Together: การบูรณาการทรัพยากรทุกภาคส่วน ทั้งเงินกู้ และเงินสนับสนุนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า นโยบายเร่งด่วนตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี คือ การตัดลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในส่วนที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงาน งบเดินทาง และงบก่อสร้างอาคารใหม่ เพื่อนำเม็ดเงินดังกล่าวมาช่วยเหลือประชาชนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะนำไปพิจารณารวมกับแผนการกู้เงิน
พ.ร.ก. กู้เงินเน้น "กู้ไปทำอะไร"
สำหรับประเด็นการเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นั้น รมว.คลัง ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำตัวเลขวงเงินที่จะสามารถประหยัดได้จากการโอนงบประมาณรายจ่ายมาประกอบการพิจารณา
นอกจากนี้ จากการหารือร่วมกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) 3 แห่ง พบว่าสถาบันเหล่านั้นไม่ได้มีความกังวลต่อการตัดสินใจกู้เงินของรัฐบาลไทย แต่ให้ความสำคัญกับ "วัตถุประสงค์ในการใช้เงิน" เป็นหลัก ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องกู้ รัฐบาลจะต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน โดยเงินกู้จะต้องถูกนำไปใช้เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง (Target) และการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ (Transition) เท่านั้น
เมื่อถามย้ำถึงการออก พ.ร.ก.เงินกู้ตามกระแสข่าวที่ออกมา นายเอกนิติ กล่าวว่า อันนี้เขาก็ต้องเตรียมตัวไว้ก่อน ในมุมความจำเป็นของกฎหมายก็ต้องเตรียมไว้ แต่ความจำเป็นต้องดู 2 เรื่อง ความจำเป็นของกฎหมาย กับความจำเป็นต้องใช้เงิน วันนี้ก็สรุปว่า เราต้องดูความสมดุล ทุกมิติ แต่การกู้หรือไม่กู้ ไม่สำคัญเท่ากับว่ากู้มาทำอะไร แล้วการกู้แบบมี strategy (กลยุทธ์)
"ผมให้นโยบายชัดเจนว่า ถ้าเราจะกู้มา เราต้องชัดเจนว่าจะกู้ไปทำอะไร เช่น กู้เอาไปดูแลกลุ่มเปราะบาง และ สองคือ กู้มาทำเรื่อง Transition ก็คือ ช่วยคนให้เปลี่ยนผ่าน จากสิ่งที่เราพึ่งพาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเยอะมาก ก็ต้องเปลี่ยนผ่าน ซึ่งตรงนี้ได้รับการยอมรับมาก จากการประชุมธนาคารโลก IMF" นายเอกนิติ กล่าว
เพดานหนี้สาธารณะ 70% ยังรับมือได้
ในส่วนของการขยายเพดานหนี้สาธารณะ รมว.คลัง ชี้แจงว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ระดับ 66% ของ GDP ซึ่งรัฐบาลยังเหลือพื้นที่ทางการคลังตามกรอบกฎหมายเดิม (เพดาน 70%) อีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 8 แสนล้านบาท (คำนวณจากสัดส่วน 1% ต่อ 2 แสนล้านบาท)
หากการประเมินความต้องการใช้เงินกู้สุทธิออกมาไม่ถึง 8 แสนล้านบาท รัฐบาลก็อาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะในขณะนี้ ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในยุโรปที่มีหนี้สาธารณะสูงกว่า 100% ของ GDP ระดับหนี้ของไทยถือว่าไม่ได้สูงกว่าประเทศอื่น โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าหนี้สาธารณะของไทยได้รวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจ และกองทุน FIDF เอาไว้ด้วยแล้ว
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกระแสข่าวความตึงเครียดด้านการจัดเก็บรายได้ และแนวโน้มการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) นายเอกนิติ ได้ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดในขณะนี้ โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "เดี๋ยวค่อยคุยกัน"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





