วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2569

Login
Login

'สมาพันธ์เอสเอ็มอี' เบรกขึ้น VAT 10% หวั่นเอฟเฟกต์เงินเฟ้อทุบกำลังซื้อรากหญ้า

'สมาพันธ์เอสเอ็มอี' เบรกขึ้น VAT 10% หวั่นเอฟเฟกต์เงินเฟ้อทุบกำลังซื้อรากหญ้า

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงกรณีข้อเสนอการปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ว่า กรณีดังกล่าวได้สร้างความกังวลใจอย่างมากต่อภาคธุรกิจเอสเอ็มอีและภาคประชาชน 

เนื่องจากในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่รุมเร้ารอบด้าน การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวจะไม่ได้กระทบเพียงผู้ประกอบการเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคของประชาชนทั้งประเทศ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นแหล่งรายได้อันดับหนึ่งของรัฐบาล

หวั่นต้นทุนพุ่งดัน "เงินเฟ้อ" ฉุดกำลังซื้อ 

นายแสงชัย กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การดีดตัวสูงขึ้นของค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนของผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตและการดำเนินกิจการ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อในที่สุด

พร้อมตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่าหากมีการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจากการขึ้น VAT รัฐบาลจะมีมาตรการหรือโครงการ Flagship ใดที่จะปักหมุดเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กลุ่มเอสเอ็มอี และกลุ่มเกษตรกร ให้เห็นผลเชิงประจักษ์ในการพลิกโฉมสวัสดิการแห่งรัฐ

"วันนี้เราต้องมองภาพรวมว่า เมื่อ VAT ขยับเป็น 10% ต้นทุนน้ำมันที่ต้องเสียทั้งภาษีสรรพสามิตและ VAT จะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ค่าไฟฟ้าและค่าเดินทางจะไปต่ออย่างไร ทุกอย่างจะเพิ่มขึ้นเป็นอัตราส่วนที่ซ้ำเติมประชาชน"

จี้อุดรอยรั่ว-ดึงธุรกิจนอกระบบเสียภาษี

นายแสงชัย กล่าวว่า ก่อนจะตัดสินใจปรับขึ้น VAT รัฐบาลควรพิจารณาช่องว่างทางภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการดึงแรงงานนอกระบบที่มีสัดส่วนสูงถึง 51% ให้เข้ามาอยู่ในระบบฐานภาษีมากขึ้น รวมถึงการแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากแพลตฟอร์มออนไลน์และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาโกยรายได้แต่ภาษีไม่เข้าประเทศไทย

ทั้งนี้ ได้เสนอแนวทางให้รัฐบาลใช้กลไกภาษีเหมาจ่าย ร่วมกับเทคโนโลยี Digital Footprint เพื่อสร้างความถูกต้อง เป็นธรรม และป้องกันช่องว่างในการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมเสนอให้พิจารณาเรื่องการนิรโทษกรรมภาษีย้อนหลังเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบ

นายแสงชัย เสนอแนวทางพลิกเกมผ่าน 8 ยุทธศาสตร์เชิงรุกต่อรัฐบาล เพื่อก้าวผ่านวิกฤติสงครามการค้าโลก ประกอบด้วย

1. ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานอัจฉริยะ รัฐบาลต้องวางแผนกลยุทธ์พลังงานเชิงบูรณาการ โดยนำเทคโนโลยี AI และระบบ Digital Dashboard มาใช้กำกับควบคุมและติดตามผลแบบเรียลไทม์ เพื่อกำหนดนโยบายลดต้นทุนพลังงานในทุกระยะ เร่งขับเคลื่อนโซลาร์ฟาร์มชุมชนและระบบนิเวศพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานลม ขยะ และไฮโดรเจน ผ่านการร่วมทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) ที่เน้นการจ้างงานและใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่พึ่งพาตนเองได้

2. การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยโลจิสติกส์และดิจิทัล ส่งเสริมการลดต้นทุนนอกเหนือจากพลังงาน โดยปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้ร่วมทุนกับเอกชนขยายศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะสู่โลจิสติกส์แห่งชาติ เน้นระบบรางเพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้า พร้อมสนับสนุนแพลตฟอร์ม e-commerce ของไทยเพื่อขยายฐานรายได้ให้ผู้ประกอบการ

3. การกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เอื้อต่อ SME พร้อมเปลี่ยนรัฐวิสาหกิจให้เป็น Sales & Marketing Agent ทำหน้าที่โรงคัดบรรจุและกระจายสินค้ามาตรฐานสากล เพื่อส่งออกผ่านเครือข่าย FTA ใหม่ๆ ช่วยให้เกษตรกรหลุดพ้นจากการถูกเอื้อประโยชน์โดยกลุ่มทุนหรือล้งต่างชาติ

4. การบังคับใช้กฎหมายและปกป้องระบบเศรษฐกิจ ปราบปรามธุรกิจนอมินี ทุนเทา และสินค้าไร้มาตรฐานอย่างจริงจัง โดยวางระบบ Traceability เพื่อตรวจสอบย้อนกลับแหล่งกำเนิดสินค้า ป้องกันการสวมสิทธิผลผลิตทางการเกษตรและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน

5. ความมั่นคงและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ บริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยมุ่งเน้นความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าที่ยั่งยืน เพื่อสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกันในระยะยาว

6. การแก้ไขหนี้สินเชิงรุกและเติมทุนแต้มต่อ เร่งสะสางหนี้ครัวเรือนและหนี้ NPL ที่เรื้อรังมาจากวิกฤตโควิดและภัยธรรมชาติ โดยใช้สถาบันการเงินรัฐอัดฉีดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่มีการค้ำประกันเหมาะสม พร้อมระบบ ที่ปรึกษาพี่เลี้ยง เพื่อประคองสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ

7. การพัฒนาคนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับทักษะแรงงานสู่พลเมือง AI และเปลี่ยนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น บัตรผู้มีงานทำ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ผลักดันเกษตรกรและ SME สู่ผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (TIDEs) และส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์

8. การปฏิรูปบริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล (Digital Government) ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ส่งเสริมการรับรองมาตรฐานสินค้าด้วยต้นทุนต่ำ และดึงธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ฐานภาษีอย่างมีคุณภาพผ่านที่ปรึกษาทางภาษีที่ใกล้ชิด