วันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569

Login
Login

รัฐบาลงัดแผนรับ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ขยายเพดานหนี้เป็น 75% - ออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 5 แสนล้าน

รัฐบาลงัดแผนรับ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ขยายเพดานหนี้เป็น 75% - ออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 5 แสนล้าน

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ลากยาวมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 2569 โดยรัฐบาลเริ่มพิจารณาการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อรับมือวิกฤติพลังงาน ซึ่งรัฐบาลมีแนวคิดที่การกู้เงินครั้งนี้จะใช้สำหรับรับมือซูเปอร์เอลนีโญ

สำหรับการรับมือราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสถานะวันที่ 20 เม.ย.2569 ติดลบ 62,046 ล้านบาท โดยกระทรวงพลังงานยืนยันน้ำมันสำรองล่าสุดที่ 110 วัน

ขณะที่สถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญมีการประเมินเป็นเอลนีโญหนักสุดรอบ 140 ปี ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินไทยจะเข้าสภาวะเอลนีโญเดือน มิ.ย.-ส.ค.2569 ด้วยความน่าจะเป็น 62% และต่อเนื่องถึงปลายปี 2569 ส่วนสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ประเมินปริมาณฝนปี 2569 จะใกล้เคียงปี 2555 ที่มีปริมาณ 1,479 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ที่ระดับ 1,500 มิลลิเมตร

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลพิจารณาออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมรองรับวิกฤติซ้อนวิกฤติ คือ วิกฤติราคาพลังงานและซูเปอร์เอลนีโญ

ทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ระบุการออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนสามารถดำเนินได้เพื่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ โดยเมื่อรัฐบาลออก พ.ร.ก.แล้วมีหน้าที่เสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในโอกาสแรกที่ทำได้ทันที

 

นายปกรณ์ กล่าวว่า การออกเป็น พ.ร.ก.เพราะสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะเงินคงคลังค่อนข้างน้อยและตึงตัว ขณะที่ประเทศเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ยากจากสงครามและซูเปอร์เอลนีโญที่จะกระทบผลผลิตการเกษตรและเศรษฐกิจวงกว้าง ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องมีงบประมาณสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

“ในทางปฏิบัติแม้การกู้เงินจริงอาจไม่เต็มวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่ตามหลักการบริหารหนี้สาธารณะต้องขยายเพดานหนี้ตามวงเงินกู้เต็มจำนวน” นายปกรณ์กล่าว

ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จะดำเนินการควบคู่กันเพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินรองรับวิกฤต

นอกจากนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงินต้องดำเนินการหลังขยายเพดานหนี้สาธารณะจากปัจจุบัน 70% ของ GDP ซึ่งในเดือน ก.พ.2569 ระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ของ GDP โดยกระทรวงการคลังจะสรุปเพดานที่จะขยายเนื่องจากพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) เริ่มมีจำกัด

  • ขยับเพดานหนี้“รัฐบาล”กู้ได้1.7ล้านล้าน 

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า ประมาณการ GDP ไทย ณ เดือน ก.พ.2569 มีมูลค่า 19.05 ล้านล้านบาท โดยช่องว่างหนี้สาธารณะ 1% จะทำให้รัฐกู้เงินเพิ่มได้ 190,000 ล้านบาท

ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะในเดือน ก.พ.2569 อยู่ที่ระดับ66% ของ GDP ซึ่งระดับเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ยังเหลืองช่องว่างให้กู้ได้อีก 760,000 ล้านบาท แต่ถ้าขยับเพดานหนี้สาธารณะเป็นไม่เกิน 75% จะทำให้กู้ได้อีก 950,000 ล้านบาท รวมเป็น 1.71 ล้านล้านบาท

  • นายกฯพยักหน้ารับขยายเพดานหนี้ 75% 

ทั้งนี้ผู้สื่อสอบข่าวถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการขยายเพดานหนี้สาธารณะจะขยายจาก 70% เป็น 75% หรือไม่ นายกรัฐมนตรี พยักหน้ายอมรับ 

นายภราดร ปริศรานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินต้องหารือความจำเป็น ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้หารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เป็นอีกช่องทางที่ทำได้ โดยต้องหารือในประชุม ครม.เศรษฐกิจก่อน โดยกำลังจัดตั้ง ครม.เศรษฐกิจที่จะประชุมทุกวันจันทร์ก่อนเสนอ ครม.

  • ชี้ พ.ร.บ.โอนงบหลังเดือน มิ.ย.

ส่วนความคืบหน้าการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ต้องรองบประมาณปี 2570 เข้า ครม.ก่อนคาดว่าภายในเดือน มิ.ย.2569 โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้เงินชดเชยเงินคงคลังต้องชดเชยในโอกาสแรกในการจัดทำงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติหรืองบประมาณกลางปี ต้องทำงบประมาณโอนงบเข้ามาเพื่อชดเชยเงินคงคลังที่ติดหนี้ไว้ 

สำหรับขณะนี้เงินคงคลังติดหนี้ 70,000 ล้านบาท เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นปี 2567-2568 ดังนั้นการทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อน 

  • บริหารงบกลาง 2 หมื่นล้านนำร่อง

ทั้งนี้ หากออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ วงเงินจะไม่ถึง 70,000 ล้านบาท เป้าหมายการโอนงบประมาณมาใช้ในภารกิจไทยช่วยไทยยังทำไม่ได้เพราะต้องนำไปชดใช้เงินกองคลังก่อน

ส่วนโครงการไทยช่วยไทย (โครงการคนละครึ่ง) ยังมีงบกลาง 20,000 ล้านบาท ที่ใช้ได้ในเฟสแรกจะช่วยประชาชนได้เกิน 10 ล้านคน ซึ่งอาจใช้เดือน พ.ค.2569

  • 4 หน่วยงานเศรษฐกิจนัดถก 22 เม.ย.นี้

นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า การประชุม ครม.วันที่ 21 เม.ย.2569 สำนักงบประมาณจะเสนอทบทวนข้อเสนอเป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และเสนอทบทวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการปี 2570

จากนั้นวันที่ 22 เม.ย.2569 หน่วยงานเศรษฐกิจ 4 แห่ง ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ จะประชุมทบทวนประมาณการรายได้ กำหนดนโยบาย วงเงินงบประมาณรายจ่าย และโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ก่อนเสนอ ครม.วันที่ 28 เม.ย.2569

“การจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณ 2570 หากคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังยืนยันใช้กรอบการคลังระยะปานกลางเดิมก็ไม่ต้องจัดประชุมใหม่ เนื่องจากมีมติ ครม.รองรับแล้ว” นายอนันต์ กล่าว

“อนุทิน”มอบนโยบายงบประมาณ 70 

นายอนุทิน มอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ระบุว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายครั้งนี้เป็นช่วงที่ไทยเผชิญสถานการณ์โลกที่ผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด 

ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2569 เพียง 7,400 ล้านบาท หรือ 0.2% ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็นความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมกำหนด “กฎเหล็ก” การขอรับงบประมาณเพิ่มต้องไม่เกิน 20% ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น 

  • “เอกนิติ”ถก 3 เครดิตเรตติ้ง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้หารือผู้บริหารสถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ประกอบด้วย Fitch Ratings, S&P Global Ratings, และ Moody’s Investors Service ระหว่างร่วมประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เน้นย้ำกับทั้ง 3 สถาบันว่า เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพที่ดีและรองรับความผันผวนจากภายนอกได้ โดยโครงสร้างหนี้สาธารณะ 99% เป็นหนี้ในประเทศจึงมีความเสี่ยงต่ำมากจากภาวะความผันผวนการเงินโลก 

อีกทั้งไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 280 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงเกือบ 2.5 เท่า และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่องเป็นกันชนสำคัญต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) โดยมุ่งรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการคงความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนจากภายนอก โดยมีแนวทางสำคัญคือการใช้มาตรการการคลังแบบ “มุ่งเป้า” (Target) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ

  • ขยับเพดานหนี้เสี่ยงหั่นเครดิตเรตติ้ง

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า มีมุมมองเพดานหนี้ที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ปัจจัยน่ากังวลที่สุด แต่สิ่งที่หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ให้ความสำคัญคือ “แผนการบริหารจัดการทางการคลัง” ที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ หนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยอยู่ระดับ 68% ซึ่งใกล้เต็มเพดาน 70% ทำให้มีความจำเป็นต้องขยับเพดานหนี้ ซึ่งการขอขยายเพดานหนี้ซ้ำซ้อนระยะสั้น อาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยเฉพาะหากรัฐบาลไม่แสดงให้เห็นวินัยการคลังที่รัดกุม และหากเศรษฐกิจยังขยายตัวช้าสุดในภูมิภาค ขณะที่รายจ่ายภาครัฐสูงจากนโยบายรัฐสวัสดิการและประชานิยม ซึ่งโอกาสถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือสูงขึ้น

"การเพิ่มเพดานหนี้เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือแผนการบริหารรายได้และการใช้จ่ายอย่างมีวินัย เพื่อป้องกันการโดนหั่นเครดิตเรตติ้ง มองรัฐจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างภาษี และลดนโยบายประชานิยมเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ"

  • แนะลดนโยบายประชานิยม

นายบุรินทร์ กล่าวว่า การขยายเพดานหนี้อาจทำได้หากจำเป็นภายใต้วิกฤติ ซึ่งรอบนี้เพื่อรับมือวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจ แต่ต้องมาคู่การลดนโยบายประชานิยม และการปฏิรูปโครงสร้างภาษีจริงจัง เพื่อไม่ให้ไทยเผชิญการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือในระยะยาว

ทั้งนี้มีข้อเสนอด้านการปฏิรูปภาษีและลดการบิดเบือนกลไกตลาดเพื่อให้ฐานะการคลังมั่นคง ดังนี้

1.การขยายฐานภาษี ดึงรายได้นอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี และเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีจากปัจจุบันที่มีเพียง 4 ล้านคน ให้ครอบคลุมขึ้น

2.การปฏิรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มองว่า VAT จำเป็นต้องปรับขึ้น แต่ควรใช้วิธีการจัดเก็บที่ยืดหยุ่น เช่น ยกเว้นภาษีสินค้าจำเป็น (ปัจจัย 4, อาหารเด็ก, ชุดนักเรียน, ผ้าอนามัย) ขณะที่สินค้าอื่นอาจปรับขึ้นตามความเหมาะสม โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย

3.การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินและความมั่งคั่ง ควรจัดเก็บภาษีที่ดินตามราคาตลาดแทนราคาประเมิน และเพิ่มการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มผู้ที่มีความมั่งคั่งสูงหรือผู้ที่เก็งกำไรในตลาดหุ้น

4.การยกเลิกนโยบายบิดเบือนตลาด รัฐบาลควรลดการแทรกแซงราคา เช่น การตรึงราคาดีเซลหรือการประกันราคาพืชผลที่สูงกว่าตลาด เพราะทำให้กลไกราคาไม่สะท้อนความเป็นจริงและสร้างภาระงบประมาณโดยไม่จำเป็น

5.การรักษาวินัยการคลัง มีแบบอย่างสากลเป็นตัวอย่างในการพิจารณา เช่น เยอรมนีและอังกฤษพยายามใช้หลักการ “หนี้เป็นศูนย์” ในรอบวัฏจักรของรัฐบาล หรือการกำหนดให้หนี้สาธารณะโตไม่เกินการเติบโตของ GDP เพื่อรักษาความสม่ำเสมอและวินัยทางการคลัง 

  • หวังรัฐบาลโปร่งใสใช้งบประมาณ

“สำหรับไทยหากจะขยับเพดานหนี้ รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณและโครงการที่สร้างการเติบโตให้ประเทศอย่างแท้จริง”

ส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจไทยนั้น ก่อนหน้าปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.2% จากเดิม 1.9% เนื่องจากปัจจัยลบราคาน้ำมันและปัญหาการขาดแคลนสินค้า 

หลังจากนี้ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่แน่นอน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้าในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะกดดันให้ราคาปุ๋ยและราคาสินค้าสูงขึ้นจนนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่หลีกเลี่ยงได้ยากในปีนี้