“พิพัฒน์” ประกาศ พ.ค.นี้ นับหนึ่งเริ่มเจรจา BTS และ BEM ลุยซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้านบาท เดินหน้านโยบายตั๋วร่วมทุกสีทุกสาย เคาะเกณฑ์เดินทาง 40 นาทีต่อเที่ยว จ่ายเพียง 40 บาทตลอดวัน เริ่มใช้ 1 ม.ค.2570 เป็นของขวัญปีใหม่ พร้อมแตะจ่ายด้วยบัตรใบเดียวครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือเมล์
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้านโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบตั๋วร่วม โดยระบุว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 (พรบ.ราง) พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 (พรบ.ตั๋วร่วม) ได้ผ่านวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูก ซึ่งหากกระบวนการนี้แล้วเสร็จ จะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
หลังจากนั้นจะเริ่มขั้นตอนการซื้อคืนรถไฟฟ้าจากเอกชน เพื่อเริ่มจัดทำแนวคิดการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) คือ โอนย้ายรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายไปอยู่ภายใต้การดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการระบบร่วมกัน พร้อมจัดทำอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าภายใต้กรอบราคาเดียวกัน แตะจ่ายค่าโดยสารอย่างสะดวกด้วยบัตรใบเดียว คือ บัตร EMV Contactless
อย่างไรก็ดี เพื่อให้การจัดทำนโยบายดังกล่าวเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เบื้องต้นประเมินว่ากระบวนการทางกฎหมาย การจัดทำกฎหมายลูกจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้ ดังนั้นกระทรวงฯ จะเริ่มกระบวนการเจรจากับเอกชนคู่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าคู่ขนานไปพร้อมกัน คือ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และบริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดยจะเริ่มเจรจาภายในเดือน พ.ค.นี้
“ในเดือน พ.ค.นี้ เราจะต้องเริ่มไปเจรจากับเอกชนทั้งสองรายเลย เรื่องการซื้อคืนรถไฟฟ้าว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง โดยนโยบายนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลและกระทรวงฯ จะผลักดันให้เป็นของขวัญประชาชน รถไฟฟ้าทุกสายจะต้องใช้ราคาเดียวกันเริ่มต้น 40 บาทตลอดวัน เริ่ม 1 ม.ค.2570 รวมทั้งต้องเชื่อมระบบการแตะจ่ายตั๋วร่วมครอบคลุมไปถึงรถเมล์ และเรือโดยสาร”
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า พรบ.ราง ตอนนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มีกฎหมายลูกรวม 77 ฉบับ และสถานะปัจจุบันกฎหมายลูกบางฉบับมีความพร้อมที่จะประกาศบังคับใช้ได้ทันที โดยในวันที่ 23 เม.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายขนส่งทางราง เพื่อพิจารณากฎหมาย อาทิ ปรับข้อกำหนดเด็กเล็กใช้บริการรถไฟฟ้าแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ขยายเกณฑ์จำกัดส่วนสูงจากเดิม 90 เซนติเมตร เป็น 120 เซนติเมตร เป็นต้น
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการศึกษากรอบจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการเดินทางของผู้โดยสาร โดยกำหนดจัดเก็บค่าโดยสารเริ่มต้น 40 บาทตลอดวัน กรณีผู้โดยสารเดินทางไม่เกิน 40 นาทีต่อเที่ยว และหากเดินทางเกินกว่า 40 นาทีขึ้นไป จะจัดเก็บค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีก 20 บาท หรือคิดเป็นเหมาจ่ายรวม 60 บาทตลอดวัน สามารถเดินทางเชื่อมต่อได้ในระบบรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย
“ตอนนี้ได้ศึกษาความเหมาะสมของแนวทางการจัดเก็บค่าโดยสารแบบตั๋วร่วมในระบบรถไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นค่าโดยสารใหม่กำหนดใช้กับรถไฟฟ้าทุกสายทาง เริ่มต้น 40 บาทตลอดวัน หากเดินทางไม่เกิน 40 นาทีต่อเที่ยว และเหมาจ่ายสูงสุด 60 บาทตลอดวันเดินทางได้ไม่จำกัดเวลา อีกทั้งจะมีการปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีกปีละ 5 บาท เพื่อลดปัญหาขาดทุน และลดการใช้เงินอุดหนุนจากภาครัฐ”
ทั้งนี้ การจัดทำค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่นั้น จะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อมีการซื้อคืนสัมปทานจากเอกชนกลับมาเป็นของรัฐ หรือการแก้สัญญาสัมปทานจากรถไฟฟ้า PPP Net Cost ที่เอกชนได้รับสิทธิในการลงทุน ระบบเดินรถ และให้บริการเดินรถ พร้อมทั้งเป็นผู้จัดเก็บรายได้ ปรับเป็นสัญญา PPP Gross Cost โดยรัฐรับความเสี่ยงด้านรายได้จากค่าโดยสารทั้งหมด รวมถึงการว่าจ้างเอกชนเป็นผู้เดินรถและซ่อมบำรุง
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า การซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า แน่นอนว่าจะไม่มีการใช้เงินซื้อคืนจากภาคเอกชนเพื่อเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ แต่จากการศึกษาจะใช้แนวทางปรับสัญญาให้เป็น PPP Gross Cost เพื่อให้รัฐเป็นเจ้าของสัมปทานรถไฟฟ้าและว่าจ้างเอกชนเดินรถตามเดิม โดยเอกชนจะยังคงได้สิทธิในการเดินรถตามระยะเวลาสัมปทานเดิมกำหนดไว้
อย่างไรก็ดี การแก้สัญญาสัมปทานนั้น เอกชนยังสามารถนำสัมปทานใหม่ไปค้ำประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน รวมทั้งได้สิทธิค่าจ้างงานเดินรถตามสัญญากำหนด ซึ่งขณะนี้กระทรวงฯ ได้ประเมินมูลค่าสินทรัพย์ และสัญญา O&M ภายใต้สัมปทานรถไฟฟ้าที่มีอยู่ส่วนของ BTS และ BEM รวมกว่า 1.4 แสนล้านบาท





