วันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569

Login
Login

ราคาปุ๋ยตลาดโลกพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี ห่วงดีลรัสเซียสะดุดปม‘สเปก-ขนส่ง’

ราคาปุ๋ยตลาดโลกพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี   ห่วงดีลรัสเซียสะดุดปม‘สเปก-ขนส่ง’

ราคาปุ๋ยตลาดโลกพุ่งแรง ตันละ 700 ดอลลาร์ สอดคล้องความกังวลผู้นำเข้าไทยห่วงแตะ ตันละ 1,000 ดอลลาร์ ทำแผนนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียของรัฐบาลสะดุด ปมราคา-โลจิสติกส์จากแห่งใหม่ที่อาจกระทบคุณภาพปุ๋ย “สุริยะ” ชี้หากได้ข้อสรุปปุ๋ยถึงไทยใน 3 เดือนรับหากราคาสูงเกินไปอาจล้มดีล

 เดือนพ.ค.ที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นฤดูกาลเพาะปลูกที่สำคัญประจำปีของไทย  แต่สถานการณ์ปุ๋ยเคมีที่จำเป็นยังอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง ข้อมูลจากเวบไซด์ TRADING ECONOMICS ระบุว่าราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าปุ๋ยยูเรียพุ่งสูงกว่า 700 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2562  และสูงขึ้นกว่า 70% ในปีนี้ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดปุ๋ยทั่วโลก ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตยูเรีย พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และการจำกัดการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยประมาณหนึ่งในสามของโลกโดยสมาชิกสภาความร่วมมือกลุ่มอ่าวหรือ GCC) ซึ่งรวมถึงซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และโอมาน เป็นผู้ส่งออกยูเรียประมาณ1ใน4ของโลก ทำให้เกิดความกังวลเพิ่มขึ้น 

นอกจากนี้ การผลิตในอินเดียและบังกลาเทศได้รับผลกระทบจากการปิดโรงงานและการบำรุงรักษาและปัจจัยปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่จำกัด 

ในขณะเดียวกัน จีนได้เข้มงวดมาตรการจำกัดการส่งออกเพื่อรักษาระดับอุปทานภายในประเทศ ในขณะที่รัสเซียได้ลดการส่งออกธาตุอาหารสำคัญลง ขณะที่ความต้องการยังเพิ่มสูงขึ้นก่อนฤดูเพาะปลูกในเร็ววันนี้ โดยเฉพาะในประเทศที่มีเศรษฐกิจเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ทำให้หลายประเทศต้องเร่งนำเข้าและผลักดันราคาให้สูงขึ้น

สำหรับปุ๋ยยูเรียเป็นสารที่ใช้กันทั่วไปในภาคเกษตรกรรม ทั้งในฐานะปุ๋ยและสารเติมแต่งอาหารสัตว์ หน้าที่หลักของปุ๋ยยูเรียคือการให้ไนโตรเจนแก่พืชเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของใบสีเขียวและทำให้พืชดูเขียวชอุ่ม โดยยูเรียช่วยพืชสังเคราะห์แสง 

ในส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้ายูเรียมีการซื้อขายกันอย่างแพร่หลายในตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ชิคาโก (CBOT) สัญญาซื้อขายล่วงหน้าสำหรับยูเรียเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ผู้ผลิต ผู้บริโภครายใหญ่ และนักเก็งกำไร สามารถชดเชยหรือรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาของยูเรียที่ถือครองไว้ได้ระยะเวลาหนึ่ง สำหรับราคาดังกล่าวอ้างอิงจากเครื่องมือทางการเงินแบบซื้อขายกันนอกตลาด (OTC: over-the-counte) และสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD:contract for difference)

เอกชนค้าปุ๋ยเร่งสำรวจความต้องการ

นางสาววรัญญา บุญวิวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมสมาคมได้หารือถึงแนวทางการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย ตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปเจรจากรอบความร่วมมือกับทางการรัสเซีย ซึ่งฝ่ายรัสเซียตอบรับในหลักการ และเปิดทางให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศเจรจารายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องชนิดสินค้าและราคาซึ่งขณะนี้สมาคมกำลังรวบรวมความต้องการใช้ของผู้ประกอบการสมาชิกแต่ละราย เพื่อประเมินปริมาณความต้องการที่แท้จริง คาดว่า​ จะได้ข้อสรุปภายในช่วงกลางสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ การมีแหล่งนำเข้าจากรัสเซียถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาแหล่งผลิตหลัก และส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อตลาด ทำให้ผู้ค้าบางส่วนที่ชะลอการระบายสินค้า อาจเร่งนำสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาปุ๋ยในประเทศ และเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร

ปุ๋ยรัสเซียต้องเหมาะใช้งานในไทย

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ระดับราคา รูปแบบและสเปกสินค้า โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียแบบเม็ด (granular) ซึ่งเหมาะสมต่อการใช้งานในภาคเกษตรของไทย ขณะที่ปุ๋ยยูเรียแบบเม็ดเล็ก (prill) อาจไม่เหมาะ เนื่องจากมีการฟุ้งกระจายขณะใช้งานด้วยวิธี​หว่าน

​นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาระยะเวลาการขนส่ง เงื่อนไขการชำระเงิน รวมถึงปริมาณขั้นต่ำในการสั่งซื้อ ซึ่งต้องสอดคล้องกับศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายกลางและรายเล็ก

สำหรับราคาปุ๋ยในตลาดโลกขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 900–950 ดอลลาร์ ต่อตัน หากเหตุ​สู้รบในตะวันออก​กลาง​ยืดเยื้อ​ อาจพุ่งถึง​ระดับ​ 1,000​ดอลลาร์​​ต่อ​ตัน​ ขณะที่ข้อเสนอจากรัสเซียอยู่ที่ประมาณ 800–850 ดอลลาร์ต่อตัน แม้จะต่ำกว่า แต่เมื่อรวมค่าขนส่งอีกประมาณ 80–90 ดอลลาร์ต่อตันแล้ว ทำให้ต้นทุนรวมใกล้เคียงราคาตลาดโลก จึงยังต้องพิจารณาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ

ห่วงเวลาขนส่งไม่ทันใช้ฤดูเพาะปลูก

โดยสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่ง โดยปัจจุบันมีปุ๋ยที่ผู้ประกอบการไทยสั่งซื้อจากตะวันออกกลางติดค้างอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 5 ลำ ปริมาณรวม 250,000 ตันสมาคมจึงมีแนวทางเริ่มนำเข้าในลักษณะนำร่อง โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตจากรัสเซีย เพื่อลดขนาดล็อตแรกลงมาอยู่ที่ประมาณ 25,000 ตัน และขอให้สามารถส่งมอบได้ภายในเดือนพ.ค. เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในช่วงต้นฤดูกาลผลิต

ในด้านโลจิสติกส์ ปุ๋ยจากรัสเซียใช้เวลาขนส่งประมาณ 40–60 วัน ซึ่งยาวนานกว่าการนำเข้าจากตะวันออกกลางที่ใช้เวลาเพียง 6–10 วัน ทำให้มีความเสี่ยงด้านระยะเวลาการจัดส่ง ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า เนื่องจากความชื้นระหว่างการขนส่งอาจทำให้ปุ๋ยจับตัวเป็นก้อน

ขณะที่ผู้ผลิตจากรัสเซียแจ้งความพร้อมส่งมอบสินค้าในล็อตแรกช่วงเดือนก.ค.-ส.ค. ซึ่งเป็นช่วงใกล้สิ้นสุดฤดูกาลผลิต ส่งผลให้ความต้องการใช้ปุ๋ยยูเรียของเกษตรกรเริ่มลดลง 

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความต้องการใช้ปุ๋ยประมาณ 6 ล้านตันต่อปี ขณะที่สต็อกในประเทศมีเพียงพอใช้ถึงต้นเดือนพ.ค. โดยผู้ประกอบการพยายามนำเข้าจากแหล่งอื่นทดแทนตะวันออกกลาง ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน 

อย่างไรก็ตาม การจัดหาสินค้าในตลาดโลกทำได้ยากขึ้น เนื่องจากจีนจำกัดการส่งออก ขณะที่อินเดียและออสเตรเลียเร่งนำเข้าโดยประกาศ​พร้อมสู้ราคา​เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร​ ดังนั้นสถานการณ์​ปุ๋ย​ไท​ยจึงมีความเสี่ยงที่จะตึงตัว​ ซึ่งผู้ประกอบการพร้อมพิจารณานำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย หากเงื่อนไขด้านราคาและการส่งมอบมีความเหมาะสม เพื่อให้การบริหารจัดการปุ๋ยในประเทศมีเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงด้านต้นทุนของเกษตรกรในระยะต่อไป

สุริยะลั่นแพงมากไทยก็ไม่ซื้อ 

 นายสุริยะ​ จึง​รุ่งเรือง​กิจ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ กล่าวว่า เบื้องต้นได้เจรจาขอนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียไว้ที่ 1-2 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ และภาคเอกชน อยู่ระหว่างการตรวจสอบจำนวนความต้องการจะต้องเร่งจัดทำรายละเอียดเพื่อทำหนังสือเสนอไปยังทางการรัสเซียว่าต้องการปุ๋ยยูเรียจำนวนเท่าใด ส่วนระยะเวลาในการนำเข้าจะเป็นช่วงใดนั้น คาดว่า หากมีการลงนามซื้อขายระหว่างภาคเอกชนและฝ่ายรัสเซีย คาดว่าไม่เกิน 3 เดือนปุ๋ยจะขนส่งมาถึงไทย​

ส่วนที่มีการตับตามองว่าราคาปุ๋ย​ยูเรีย​นำเข้าจากรัสเซีย อาจมีราคาสูงนั้นเรื่องดังกล่าวจะต้องมีการหารือกับผู้ผลิต 2 รายใหญ่ของรัสเซีย หากราคาสูงเกินไปก็ไม่ซื้อ และต้องหาราคาที่ยุติธรรม โดยย้ำว่าต้องพิจารณาในเรื่องการขาดแคลนและราคา​เป็นสำคัญ

ราคาปุ๋ยตลาดโลกพุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี   ห่วงดีลรัสเซียสะดุดปม‘สเปก-ขนส่ง’