ราคาปุ๋ยตลาดโลกพุ่งแรง ตันละ 700 ดอลลาร์ สอดคล้องความกังวลผู้นำเข้าไทยห่วงแตะ ตันละ 1,000 ดอลลาร์ ทำแผนนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียของรัฐบาลสะดุด ปมราคา-โลจิสติกส์จากแห่งใหม่ที่อาจกระทบคุณภาพปุ๋ย “สุริยะ” ชี้หากได้ข้อสรุปปุ๋ยถึงไทยใน 3 เดือนรับหากราคาสูงเกินไปอาจล้มดีล
เดือนพ.ค.ที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นฤดูกาลเพาะปลูกที่สำคัญประจำปีของไทย แต่สถานการณ์ปุ๋ยเคมีที่จำเป็นยังอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง ข้อมูลจากเวบไซด์ TRADING ECONOMICS ระบุว่าราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าปุ๋ยยูเรียพุ่งสูงกว่า 700 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2562 และสูงขึ้นกว่า 70% ในปีนี้ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดปุ๋ยทั่วโลก ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตยูเรีย พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และการจำกัดการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยประมาณหนึ่งในสามของโลกโดยสมาชิกสภาความร่วมมือกลุ่มอ่าวหรือ GCC) ซึ่งรวมถึงซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และโอมาน เป็นผู้ส่งออกยูเรียประมาณ1ใน4ของโลก ทำให้เกิดความกังวลเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ การผลิตในอินเดียและบังกลาเทศได้รับผลกระทบจากการปิดโรงงานและการบำรุงรักษาและปัจจัยปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่จำกัด
ในขณะเดียวกัน จีนได้เข้มงวดมาตรการจำกัดการส่งออกเพื่อรักษาระดับอุปทานภายในประเทศ ในขณะที่รัสเซียได้ลดการส่งออกธาตุอาหารสำคัญลง ขณะที่ความต้องการยังเพิ่มสูงขึ้นก่อนฤดูเพาะปลูกในเร็ววันนี้ โดยเฉพาะในประเทศที่มีเศรษฐกิจเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ทำให้หลายประเทศต้องเร่งนำเข้าและผลักดันราคาให้สูงขึ้น
สำหรับปุ๋ยยูเรียเป็นสารที่ใช้กันทั่วไปในภาคเกษตรกรรม ทั้งในฐานะปุ๋ยและสารเติมแต่งอาหารสัตว์ หน้าที่หลักของปุ๋ยยูเรียคือการให้ไนโตรเจนแก่พืชเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของใบสีเขียวและทำให้พืชดูเขียวชอุ่ม โดยยูเรียช่วยพืชสังเคราะห์แสง
ในส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้ายูเรียมีการซื้อขายกันอย่างแพร่หลายในตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ชิคาโก (CBOT) สัญญาซื้อขายล่วงหน้าสำหรับยูเรียเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ผู้ผลิต ผู้บริโภครายใหญ่ และนักเก็งกำไร สามารถชดเชยหรือรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาของยูเรียที่ถือครองไว้ได้ระยะเวลาหนึ่ง สำหรับราคาดังกล่าวอ้างอิงจากเครื่องมือทางการเงินแบบซื้อขายกันนอกตลาด (OTC: over-the-counte) และสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD:contract for difference)
เอกชนค้าปุ๋ยเร่งสำรวจความต้องการ
นางสาววรัญญา บุญวิวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมสมาคมได้หารือถึงแนวทางการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย ตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปเจรจากรอบความร่วมมือกับทางการรัสเซีย ซึ่งฝ่ายรัสเซียตอบรับในหลักการ และเปิดทางให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศเจรจารายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องชนิดสินค้าและราคาซึ่งขณะนี้สมาคมกำลังรวบรวมความต้องการใช้ของผู้ประกอบการสมาชิกแต่ละราย เพื่อประเมินปริมาณความต้องการที่แท้จริง คาดว่า จะได้ข้อสรุปภายในช่วงกลางสัปดาห์นี้
ทั้งนี้ การมีแหล่งนำเข้าจากรัสเซียถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาแหล่งผลิตหลัก และส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อตลาด ทำให้ผู้ค้าบางส่วนที่ชะลอการระบายสินค้า อาจเร่งนำสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาปุ๋ยในประเทศ และเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร
ปุ๋ยรัสเซียต้องเหมาะใช้งานในไทย
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ระดับราคา รูปแบบและสเปกสินค้า โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียแบบเม็ด (granular) ซึ่งเหมาะสมต่อการใช้งานในภาคเกษตรของไทย ขณะที่ปุ๋ยยูเรียแบบเม็ดเล็ก (prill) อาจไม่เหมาะ เนื่องจากมีการฟุ้งกระจายขณะใช้งานด้วยวิธีหว่าน
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาระยะเวลาการขนส่ง เงื่อนไขการชำระเงิน รวมถึงปริมาณขั้นต่ำในการสั่งซื้อ ซึ่งต้องสอดคล้องกับศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายกลางและรายเล็ก
สำหรับราคาปุ๋ยในตลาดโลกขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 900–950 ดอลลาร์ ต่อตัน หากเหตุสู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจพุ่งถึงระดับ 1,000ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ข้อเสนอจากรัสเซียอยู่ที่ประมาณ 800–850 ดอลลาร์ต่อตัน แม้จะต่ำกว่า แต่เมื่อรวมค่าขนส่งอีกประมาณ 80–90 ดอลลาร์ต่อตันแล้ว ทำให้ต้นทุนรวมใกล้เคียงราคาตลาดโลก จึงยังต้องพิจารณาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ
ห่วงเวลาขนส่งไม่ทันใช้ฤดูเพาะปลูก
โดยสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่ง โดยปัจจุบันมีปุ๋ยที่ผู้ประกอบการไทยสั่งซื้อจากตะวันออกกลางติดค้างอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 5 ลำ ปริมาณรวม 250,000 ตันสมาคมจึงมีแนวทางเริ่มนำเข้าในลักษณะนำร่อง โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตจากรัสเซีย เพื่อลดขนาดล็อตแรกลงมาอยู่ที่ประมาณ 25,000 ตัน และขอให้สามารถส่งมอบได้ภายในเดือนพ.ค. เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในช่วงต้นฤดูกาลผลิต
ในด้านโลจิสติกส์ ปุ๋ยจากรัสเซียใช้เวลาขนส่งประมาณ 40–60 วัน ซึ่งยาวนานกว่าการนำเข้าจากตะวันออกกลางที่ใช้เวลาเพียง 6–10 วัน ทำให้มีความเสี่ยงด้านระยะเวลาการจัดส่ง ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า เนื่องจากความชื้นระหว่างการขนส่งอาจทำให้ปุ๋ยจับตัวเป็นก้อน
ขณะที่ผู้ผลิตจากรัสเซียแจ้งความพร้อมส่งมอบสินค้าในล็อตแรกช่วงเดือนก.ค.-ส.ค. ซึ่งเป็นช่วงใกล้สิ้นสุดฤดูกาลผลิต ส่งผลให้ความต้องการใช้ปุ๋ยยูเรียของเกษตรกรเริ่มลดลง
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความต้องการใช้ปุ๋ยประมาณ 6 ล้านตันต่อปี ขณะที่สต็อกในประเทศมีเพียงพอใช้ถึงต้นเดือนพ.ค. โดยผู้ประกอบการพยายามนำเข้าจากแหล่งอื่นทดแทนตะวันออกกลาง ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน
อย่างไรก็ตาม การจัดหาสินค้าในตลาดโลกทำได้ยากขึ้น เนื่องจากจีนจำกัดการส่งออก ขณะที่อินเดียและออสเตรเลียเร่งนำเข้าโดยประกาศพร้อมสู้ราคาเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้นสถานการณ์ปุ๋ยไทยจึงมีความเสี่ยงที่จะตึงตัว ซึ่งผู้ประกอบการพร้อมพิจารณานำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย หากเงื่อนไขด้านราคาและการส่งมอบมีความเหมาะสม เพื่อให้การบริหารจัดการปุ๋ยในประเทศมีเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงด้านต้นทุนของเกษตรกรในระยะต่อไป
สุริยะลั่นแพงมากไทยก็ไม่ซื้อ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้เจรจาขอนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียไว้ที่ 1-2 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน อยู่ระหว่างการตรวจสอบจำนวนความต้องการจะต้องเร่งจัดทำรายละเอียดเพื่อทำหนังสือเสนอไปยังทางการรัสเซียว่าต้องการปุ๋ยยูเรียจำนวนเท่าใด ส่วนระยะเวลาในการนำเข้าจะเป็นช่วงใดนั้น คาดว่า หากมีการลงนามซื้อขายระหว่างภาคเอกชนและฝ่ายรัสเซีย คาดว่าไม่เกิน 3 เดือนปุ๋ยจะขนส่งมาถึงไทย
ส่วนที่มีการตับตามองว่าราคาปุ๋ยยูเรียนำเข้าจากรัสเซีย อาจมีราคาสูงนั้นเรื่องดังกล่าวจะต้องมีการหารือกับผู้ผลิต 2 รายใหญ่ของรัสเซีย หากราคาสูงเกินไปก็ไม่ซื้อ และต้องหาราคาที่ยุติธรรม โดยย้ำว่าต้องพิจารณาในเรื่องการขาดแคลนและราคาเป็นสำคัญ





