การลงทุนจากสหรัฐในไทยยังเติบโตต่อเนื่องโดย 5 ปี ที่ผ่านมา (2564-2568) นักลงทุนสหรัฐขอรับการส่งเสริมการลงทุน 232 โครงการ มูลค่า 220,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล การแปรรูปอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ
เฉพาะปี 2568 มีจำนวน 60 โครงการ มูลค่า 32,774 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญจากบริษัทชั้นนำ เช่น Lumentum, Microchip Technologies และ Fabrinet สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนสหรัฐต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงของภูมิภาค
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำทีมไทยแลนด์ เยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐ ระหว่างวันที่ 13-17 เม.ย.2569 เพื่อร่วมประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
รวมทั้งเจรจาดึงการลงทุนกับบริษัทอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ที่เติบโตเร็วจากความต้องการสูงขึ้นเพื่อตอบสนองเทคโนโลยี AI คาดว่ามูลค่าตลาดโลกทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2569 เร็วกว่าสมาคมเซมิคอนดักเตอร์คาดการณ์ 4 ปี
อีกทั้งถือเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่หลายประเทศแย่งการลงทุน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเทคโนโลยี โดยสหรัฐเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกที่กุมหัวใจเทคโนโลยีและครองส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดชิปโลก
จีบ3บิ๊กเทคสหรัฐขยายลงทุนไทยเพิ่ม
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การเยือนสหรัฐได้หารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 3 ราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นขยายลงทุนในไทยโดยเฉพาะชิปต้นน้ำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการไทย ประกอบด้วย
1.บริษัท Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) เป็นเทคโนโลยีที่แม่นยำสูง ประหยัดพลังงาน มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลปัจจุบัน เพราะความร้อนเป็นหนึ่งในข้อจำกัดหลักของระบบประมวลผลขั้นสูงโดยเฉพาะเทคโนโลยี AI
สำหรับบริษัท Phononic เลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในไทย 3 ราย รวมถึงบริษัทสัญชาติไทยในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ลงทุนแล้ว 3,000 ล้านบาท โดยได้รับเลือกเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนระบบประมวลผลของ NVIDIA
ขณะนี้กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำจากสหรัฐมาไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570 ซึ่งทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตครบวงจรตั้งแต่วัสดุต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของบริษัท อีกทั้งมีโอกาสสูงที่จะวิจัยและพัฒนาส่วนต้นน้ำมาดำเนินการในไทย
ยันไทยพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรับลงทุน
2.GlobalFoundries ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลกที่เชี่ยวชาญการผลิตชิปเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับระบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center
ทั้งนี้ มองว่าไทยพร้อมหลายด้าน รวมทั้งการเป็นฐานที่ตั้งอุตสาหกรรมที่ใช้ชิปจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center
นอกจากนี้ นายเอกนิติ เชิญชวนให้พิจารณาลงทุนสร้างโรงงานชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งต่อไปในไทยจากเดิมที่ใน 3 ประเทศ คือ สหรัฐ เยอรมนีและสิงคโปร์
3.Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ (ATE) อันดับ 1 ของโลก รวมทั้งเป็นผู้นำระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ ครองส่วนแบ่งตลาดการทดสอบชิปประมวลผลขั้นสูง 50% มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, Texas Instruments, ADI, IBM และ Samsung
ขณะนี้ มีสำนักงานภูมิภาคและศูนย์บริการลูกค้าในไทย และมีแผนว่าจ้างผู้ผลิตและใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มเติม
“เอกนิติ”ย้ำระบบการเงินไทยพร้อม
สำหรับการหารือครั้งนี้ผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สะท้อนมุมมองต่อจุดแข็งของไทยหลายมิติ ทั้งคุณภาพบุคลากรไทยและซัพพลายเชนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำเข้มแข็ง ศักยภาพพลังงานสะอาด การเมืองมีเสถียรภาพในปัจจุบัน
รวมทั้งนักลงทุนสนใจและให้ข้อแนะนำการพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อเป็นช่องทางระดมทุนสำหรับการขยายการลงทุน ซึ่งได้ยืนยันถึงความพร้อมระบบการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และพร้อมสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีใช้ไทยเป็นฐานระดมทุนเพื่อขยายกิจการ
นอกจากนี้ ได้หารือ “สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI)” ซึ่งเชื่อมผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิปมีสมาชิก 4,000 บริษัททั่วโลก มีบทบาทสำคัญผลักดันนโยบายและกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และเป็นผู้จัดงาน SEMICON หลายประเทศทั่วโลกที่เป็นงานรวมตัวผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ใหญ่ที่สุด
ทั้งนี้ บีโอไอร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือน มี.ค.2569 โดยครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมถึงการร่วมจัดงาน SEMICON ในไทย
ปั้นไทยศูนย์กลางธุรกิจระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ คณะได้หารือหอการค้าสหรัฐ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งงมีฐานการดำเนินงานในไทย การหารือครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงนโยบาย ภาคเอกชนสหรัฐยืนยันตรงกันว่าไทยไม่ใช่แค่ฐานการผลิตเพื่อส่งออกกลับสหรัฐ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค
นายเอกนิติ เสนอวาระปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคการลงทุน การพัฒนาระบบศุลกากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนผ่านมาตรการของบีโอไอ
สำหรับการดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาไทยจะสร้างงานคุณภาพสูงและมีค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น วิศวกรออกแบบชิป วิศวกรกระบวนการผลิต ช่างเทคนิคในโรงงานผลิตชิป
รวมทั้งต่อยอดไปอุตสาหกรรมสนับสนุนและบริการในประเทศ เช่น กิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ บริการด้านวิศวกรรมและบริการด้านเครื่องจักร





