อุตสาหกรรมการบิน เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ทั้งทางกายภาพที่ต้องขนส่งคนและของเพื่อทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป ขณะเดียวกันเม็ดเงินอุตสาหกรรมนี้ก็สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโลกให้เติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางขณะนี้ อุตสาหกรรมการบินกำลังตกอยู่ในวงล้อมของปัจจัยความท้าทายและความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาตร์
วิลลี วอลช์ ผู้อำนวยการใหญ่ของ สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ระบุว่า เดือนก.พ.ที่ผ่านมาพบว่าเป็นเดือนที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการบิน ด้วยอัตราการขยายตัวของ RPK (Revenue Passenger-Kilometers หรือ รายได้ผู้โดยสารต่อกิโลเมตร) ที่สูงถึง 6.1% แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของอุปสงค์นั้นอยู่ในเกณฑ์ดีและน่าจะเป็นปีที่ดีของอุตสาหกรรมการบิน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเงื่อนไขสงครามในตะวันออกกลางที่ไม่ทราบว่าจะจบสิ้นเมื่อไหร่ และจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด จึงไม่สามารถประเมินได้ว่าผลกระทบจากสถานการณ์นี้ต่ออุตสาหกรรมการบินจะเป็นอย่างไร
“แต่บางสิ่งก็ชัดเจนแล้วนั่นก็คือ ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ศักยภาพที่ตึงตัวและกำไรที่น้อยนิด นำไปสู่ค่าโดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นนำไปสู่การบริหารจัดการประสิทธิภาพทั้งการบินไปยัง หรือ ออกจาก หรือ ผ่าน หรือ บินตรงไปที่ภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือในพื้นที่ที่เป็นแหล่งจัดหาเชื้อเพลิง”
ทำให้ Capacity growth เดือนมี.ค.2569(การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณผู้โดยสารหรือเที่ยวบิน ทั้งจากการเพิ่มจำนวนเครื่องบินการขยายสนามบิน หรือการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน เพื่อรองรับความต้องการเดินทางที่สูงขึ้น)นั้นสามารถเติบโตได้เพียง 3.3% แทนที่จะเป็น 5%ที่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ IATA เผยแพร่ข้อมูลความต้องการผู้โดยสารทั่วโลกประจำเดือนก.พ.2569 (เผยแพร่เมื่ีอ 31 มี.ค.2569) ระบุว่าในส่วนความต้องการโดยรวมที่วัดจากRPK เพิ่มขึ้น 6.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน(yoy) ส่วนความจุโดยรวมวัดจากจำนวนที่นั่งว่างต่อกิโลเมตร (ASK) เพิ่มขึ้น 5.6% ขณะที่อัตราการใช้ที่นั่ง(load factor)อยู่ที่ 81.4% หรือ เพิ่มขึ้น0.3 จุดเปอร์เซ็นต์(yoy)ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้
ส่วนความต้องการระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 5.9% Capacityเพิ่มขึ้น 5.3% และอัตราการใช้ที่นั่งอยู่ที่ 80.5% เพิ่มขึ้น0.5 จุดเปอร์เซ็นต์
ด้านความต้องการภายในประเทศ เพิ่มขึ้น 6.3% Capacity เพิ่มขึ้น 6.2% อัตราการใช้ที่นั่งอยู่ที่ 82.8% เพิ่มขึ้น 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์
“การเติบโตของปริมาณผู้โดยสารระหว่างประเทศที่ 5.9% ในเดือนก.พ. เป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษในภูมิภาคละตินอเมริกา ขณะที่ในเอเชียได้รับอานิสงค์จากความต้องการเดินทางในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยฝั่งยุโรปและเอเชียดีมานด์เติบโตที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ที่14% หลักอยู่ที่เอเชีย สเปนและอิตาลี”
ทั้งนี้ หากแบ่งเป็นเป็นรายภูมิภาค จะพบว่า สายการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความต้องการเพิ่มขึ้น 8.6% Capacityเพิ่มขึ้น 7.3% และอัตราการใช้ที่นั่งอยู่ที่ 86.6% เพิ่มขึ้น 1.0 จุด
สายการบินในยุโรปมีความต้องการเพิ่มขึ้น 5.0% Capacityเพิ่มขึ้น 4.5% และอัตราการใช้ที่นั่งอยู่ที่ 75.6% เพิ่มขึ้น 0.4 จุด ด้านสายการบินในอเมริกาเหนือมีความต้องการเพิ่มขึ้น 5.0% Capacity เพิ่มขึ้น 2.4% และอัตราการใช้ที่นั่งอยู่ที่ 80.9% เพิ่มขึ้น2.0 จุดเปอร์เซ็นต์
“สายการบินในตะวันออกกลางมีความต้องการเพิ่มขึ้น 0.9% Capacity เพิ่มขึ้น 3.8% และอัตราการใช้ที่นั่งอยู่ที่ 79.6% ซึ่งลดลง2.2 จุดเปอร์เซ็นต์”
ขณะเดียวกัน สายการบินในละตินอเมริกามีความต้องการเพิ่มขึ้น 13.5% Capacityเพิ่มขึ้น 9.3% อัตราการใช้ที่นั่งอยู่ที่ 85.0% เพิ่มขึ้น3.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และสายการบินในแอฟริกามีความต้องการเพิ่มขึ้น 4.8% Capacity เพิ่มขึ้น 6.6% อัตราการใช้ที่นั่งอยู่ที่ 74.5% ลดลง 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์
ด้านตลาดผู้โดยสารภายในประเทศ พบว่า RPK เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่ 6.3% โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสูงในบราซิลและจีน แต่Capacity เพิ่มขึ้น 6.2% ใกล้เคียงกับความต้องการ และอัตราการใช้ที่นั่งอยู่ที่ 82.8%
ข้อมูลจาก สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ( ณ 3 เม.ย.2569) ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันสายการบินในภูมิภาคดังกล่าวทยอยกลับมาให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณเที่ยวบินในภาวะปกติ
ขณะที่สายการบินจากบางประเทศ เช่น บาห์เรนและคูเวต อยู่ระหว่างเตรียมกลับมาทำการบินโดยใช้ท่าอากาศยานในประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นฐานปฏิบัติการชั่วคราว ส่งผลให้ยังคงเหลือเพียงบางประเทศคู่ขัดแย้งที่ยังไม่สามารถกลับมาทำการบินได้
สำหรับสถานการณ์เที่ยวบินภายในประเทศ ยังคงให้บริการได้ตามปกติ และไม่พบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ยังสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้น แต่ด้วยการบริหารจัดการราคาบัตรโดยสารในรูปแบบ Dynamic Pricing และความร่วมมือของหน่วยงานด้านการบินทั้งระบบ ทำให้ยังคงมีบัตรโดยสารในระดับราคาที่เหมาะสมจำหน่ายในตลาด โดยเฉพาะสำหรับผู้โดยสารที่วางแผนการเดินทางและสำรองบัตรโดยสารล่วงหน้า
ทั้งนี้ CAAT แนะนำให้ผู้โดยสารเลือกซื้อบัตรโดยสารผ่านสายการบินโดยตรง เพื่อความมั่นใจในราคาและเงื่อนไขที่เป็นไปมาตรการกำกับดูแล ในระยะต่อไป หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ CAAT ประเมินว่าสายการบินจะทยอยปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น รองรับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน และแนวโน้มความต้องการเดินทางที่เข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาล
เริ่มมีสัญญาณจากสายการบินต่างประเทศที่ปรับลดจำนวนเที่ยวบิน ขณะที่ CAAT ได้ประสานสายการบินของไทยเพื่อทบทวนแนวทางการให้บริการอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงการปรับลดหรือควบรวมเที่ยวบินในบางเส้นทาง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเดินทางและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ





