วันพุธ ที่ 22 เมษายน 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ ถกเรตติ้งเอเจนซี Fitch-S&P-Moody's โชว์ทุนสำรองแกร่งย้ำหนี้เสี่ยงต่ำ

‘เอกนิติ’ ถกเรตติ้งเอเจนซี Fitch-S&P-Moody's โชว์ทุนสำรองแกร่งย้ำหนี้เสี่ยงต่ำ

"เอกนิติ" เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ Fitch, S&P และ Moody's กางตัวเลขเศรษฐกิจไทยโชว์ความแข็งแกร่ง ทุนสำรองพุ่ง 2.8 แสนล้านดอลลาร์ หนี้สาธารณะ 99% เป็นหนี้ในประเทศไร้ความเสี่ยงผันผวน พร้อมย้ำจุดยืนรักษาวินัยการคลัง มุ่งเป้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ยุคดิจิทัล และพลังงานสะอาด

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ระหว่างการเข้าร่วมประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ประจำปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในเดือนเม.ย. ได้มีโอกาสหารือกับผู้บริหารระดับสูงของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ชั้นนำของโลกถึง 3 แห่ง ประกอบด้วย Fitch Ratings, S&P Global Ratings และ Moody’s Investors Service เพื่อชี้แจง และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติถึงทิศทางและเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย

ในการหารือครั้งนี้ นายเอกนิติได้ฉายภาพให้เห็นถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ยังคงแข็งแกร่ง และมีภูมิคุ้มกันเพียงพอที่จะรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก โดยตอกย้ำว่าโครงสร้างหนี้สาธารณะของประเทศในปัจจุบันกว่า 99% เป็นการกู้ยืมภายในประเทศ จึงทำให้มีความเสี่ยงในระดับที่ต่ำมากหากเกิดภาวะความผันผวนในตลาดการเงินโลก

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับที่สูงกว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงเกือบ 2.5 เท่า ประกอบกับดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังคงรักษาสถานะเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนกันชนชั้นดีที่ช่วยปกป้องเศรษฐกิจไทยจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

สำหรับทิศทางการดำเนินนโยบายในระยะต่อไป รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยตามนโยบายการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) อย่างเคร่งครัด โดยมุ่งรักษาสมดุลระหว่างความยั่งยืนทางการคลัง และการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับแรงกระแทกจากภายนอก

ซึ่งกระทรวงการคลังได้วางแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกลไกสำคัญ คือ การใช้มาตรการการคลังแบบมุ่งเป้า (Target) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินของภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด และถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ การใช้นโยบายการคลังในระยะข้างหน้าจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด และลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง (Transition) ควบคู่ไปกับการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว (Transform)

ซึ่งทิศทางหลังจากนี้จะมุ่งเน้นการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

‘เอกนิติ’ ถกเรตติ้งเอเจนซี Fitch-S&P-Moody's โชว์ทุนสำรองแกร่งย้ำหนี้เสี่ยงต่ำ

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์